ไอเดียป้องกันน้ำท่วม จากภาคเอกชน ฝากถึงผู้ว่า กทม. และ ท่านนายกหญิงค่ะ ไอเดียดีๆ แบบนี้ ถ้าไม่ช่วยเผยแพร่ เห็นที่จะไม่ได้ Youtube นี้ มาแรงมาก กว่าบล็อกนี้จะเขียนเสร็จและเผยแพร่ออกมา เชื่อว่าเรื่องนี้คงไปถึงหูผู้ใหญ่ในประเทศเราแล้ว ก็ต้องลุ้นกันว่าเขาดูแล้วจะว่าอย่างไร จะระดมนักวิชาการมาพิจารณาและตัดสินใจว่าไอเดียนี้ควรใช้หรือไม่ เราก็คงรู้กันในไม่ช้า แต่ที่เราเอามาแชร์ ก็เพราะอยากให้คนกรุงเทพฯ ที่อาจยังไม่รู้ข่าว ได้มาอ่านมาดูกัน เพราะตอนนี้หลายคนเครียดเรื่องน้ำท่วมเหลือเกิน หลายคนเชื่อว่ากรุงเทพฯไม่รอดแน่ ท่วมแน่ๆ แล้วงานนี้ใครจะช่วยใครได้ล่ะ
อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำภาคฉุกเฉินแบบนี้ ก็ต้องมีคนที่เสียสละบ้าง คือคนที่อยู่ในพื้นที่รอบนอกแนวกั้นเป็นชั้นๆ นั่นเอง เราอยากให้เขาเข้าใจสถานการณ์ และมองให้เห็นภาพรวมและความจำเป็นที่เกิดขึ้น ถ้าทุกคนเข้าใจ และร่วมมือกันทุกฝ่าย เราก็จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ และฝ่าวิกฤตมหัตภัยน้ำครั้งนี้ไปได้
ร่วมด้วยช่วยกันค่ะ ตัดสินใจด่วนนะคะท่าน เราภาคประชาชนคงทำอะไรไม่ได้มาก ความหวังทั้งหมดคงต้องฝากไว้กับท่านค่ะ ทั้งการแก้ไข และประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายเข้าใจและลงมือทำทันที!
วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ป้องกันน้ำเข้าบ้าน - จุดเผ้าระวัง (รั่ว) ที่น้ำอาจเข้าบ้านคุณได้
ขอบคุณภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์ (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)
อุทกภัยถือเป็นภัยพิบัติประจำชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกปี ทุกรัฐบาลล้วนแต่ประสบปัญหาในการวางมาตรการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว รวมไปถึงการควบคุมสถานการณ์
ในปีนี้ พ.ศ. 2554 สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดกระจายไปแล้วถึง 59 จังหวัด มีประชาชนเสียชีวิตแล้วกว่า 250 คน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมายอมรับว่า
เหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าทุกปี ถึงแม้หน่วยงานทั้งทางภาครัฐและเอกชน จะเตรียมรับและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเหมือนกับทุกปี แต่ก็ยังไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ ประชาชน ในทุกพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที เพื่อความเข้าใจของประชาชนเอง เราลองมาดูเส้นทางการเดินทางของน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝัน เราควรป้องกันอย่างไร
ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับการรักษาความปลอดภัย ในสถานการณ์น้ำท่วม
- อย่า ขับรถ, เดิน, ว่ายน้ำ หรือขับขี่จักรยาน(ยนต์)ลุยน้ำท่วม เนื่องจากสิ่งที่กล่าวมาเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตขณะที่เกิดนำ้ท่วม เพราะน้ำอาจลึกและไหลเร็วกว่าที่เห็น และอาจมีเศษหิน เศษปูนจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงพื้นผิวถนนที่จมอยู่อาจถูกชะหายไปแล้วก็เป็นได้
- ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ กระแสไฟฟ้าอาจวิ่งผ่านน้ำได้เมื่อเกิดน้ำท่วมแต่ละครั้ง
- จดบันทึกรายการสิ่งของของเราให้ครบ วางสิ่งของเครื่องใช้บนโต๊ะ หรือตู้ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เก็บไว้บนที่สูง
- มัดสิ่งของที่คิดว่ามันสามารถลอยไปตามน้ำ และก่อให้เกิดอันตรายให้แน่นๆ
- ย้ายถังสำหรับใส่สิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมถึงสารเคมีและสารพิษไปไว้ชั้นบนสุดของบ้าน
- รับฟังข่าวสารจากวิทยุชุมชน หรือสื่อต่างๆ เพื่อทราบข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา
- หมั่นติดต่อกับคนรู้จักหรือญาติ
- เตรียมและขนย้ายสัตว์เลี้ยงไม่ในที่ที่มันสามารถอาศัยอยู่ได้
- หมั่นติดต่อกับเพื่อนบ้าน
- "น้ำ"สามารถใช้แทนในการทำถุงทรายได้(เมื่อจำเป็น)
- ทำให้แน่ใจว่า ลูกจ้างจะสามารถเดินทางกลับที่พักได้ทัน ก่อนที่เส้นทางไปสถานที่สำหรับอพยพจะถูกปิด หรือน้ำท่วม
- จงทำอะไรให้เสร็จก่อนกำหนด เพราะถนนหนทางอาจแออัดได้
- ขนย้ายสัตว์เลี้ยง,ปศุสัตว์ไปไว้ในที่สูง
- เก็บรวบรวมยา เอกสารส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน รวมถึงของที่ระลึกและรูปถ่ายเอาไว้ด้วยกัน
Credit: ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.cendru.net/
ไอเดียป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ
ไปอ่านเจอไอเดียจากคุณอภิชาติ สุทธิศิลธรรม วิศวกรเคมี ถึงวิธีป้องกันน้ำท่วม เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เลยขอร่วมเป็นอีกแรง เผยแพร่ให้คนรู้อีกช่องทางหนึ่ง เผื่อจะใช้ได้ เผื่อจะได้ใช้ เผื่อผู้ใหญ่ใน กทม. อาจจะเอาไปพิจารณา เผื่อเราชาวกรุงเทพจะรอด
ป้ายกำกับ:
การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ,
น้ำท่วม ปี 2554,
ไอเดียป้องกันน้ำท่วม
ประสบการณ์จริงของคนเคยโดนน้ำท่วม บอกต่อแด่คนที่กำลังเตรียมตัวรับมือน้ำท่วม
ประสบการณ์จริงของคนเคยโดนน้ำท่วม บอกต่อแด่คนที่กำลังเตรียมตัว จะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น ลองอ่านดูค่ะ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเราชาวกรุงเทพฯ ที่น้ำกำลังมา
"ประสบการณ์จากน้ำท่วม ผมรวบรวมสิ่งที่เรียนรู้ จากน้ำท่วมครั้งนี้ มาบอกกล่าวครับ"
1. อย่าเสียเวลากับการป้องกัน หากบริเวณบ้านของท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ทางการประกาศว่าระดับน้ำอาจสูงถึง 1.5 เมตร
อย่าได้เสียเวลากับการป้องกันเลยครับ ระดับน้ำที่มาถึงบ้านท่าน รับรองว่าจะต่ำกว่าหรืออาจจะสูงกว่าที่ทางการประเมิน
2. กระสอบทราบเป็นแค่เครื่องมือชะลอ กระสอบทรายมิใช้แก้วสารพัดนึกครับ มันไม่สามารถกั้นน้ำได้ 100 % แค่ทำให้น้ำรั่ว หรือซึมเข้ามาได้บ้าง ท่านต้องมีการดูดออกด้วย
3. การวางกระสอบทราย เรามิใช่มืออาชีพ การจัดเรียงกระสอบทราย ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆๆ ผมกับเพื่อนบ้าน หมดค่ากระสอบทรายไป 50,000 บาท สุดท้าย ก้อ ละลายน้ำ
4. อย่าได้เชื่อโครงการ อันนี้มิได้ต่อว่าโครงการนะครับ เพียงแค่ว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำไป โครงการผมลงทุนน่าจะเป็นล้าน ตั้งคันดิน กระสอบทรายน่าจะกว่า 30,000 ใบ คันสูง 1.5 เมตร เครื่องสูบน้ำออกแบบตัวใหญ่ๆๆกว่า 3 ตัว
5. สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ สิ่งที่ใช่ อาจไม่เห็น น้ำมิได้โจมตีจะภาคพื้นดินหรอกครับ มันมาจากใต้ดิน มันมุดกำแพงเข้ามา บางครั้งมันโพร่งให้เห็น แต่หากมันไม่โพร่งให้เห็น มันจะซึมลงท่อน้ำทิ้งของโครงการ เนื่องจากท่อน้ำทิ้งที่วางแนวไว้ นานเข้าจะเกิดการทรุดตัว แครก แตก ทำให้น้ำซึมเข้ามา จนกระทั้งเต็มท่อ โครงการมัวแต่อุดท่อที่ต่อกับภายนอก และ ไม่เห็นว่าท่อข้างในมีการรั่วซึม
6. การอุดท่อระบายน้ำเข้าบ้าน มิใช่การป้องกัน ทุกสำนักจะบอกว่า ต้องอุดท่อระบายน้ำ ลองอ่านจากข้อสองครับ เราอาจจะรู้สึกว่าแน่นดี เอาอยู่ น้ำไม่ผ่าน แต่ที่จริง กระสอบทรายแค่ชะลอ ทำให้น้ำผ่านยากขึ้น และที่สำคัญ พวกบ้านเดียว มีพื้นที่สวน ใต้บ้านของท่านล้วนแล้วแต่เป็นโพรง น้ำจะแทรกตัวลงไปจนแน่นโพรงใต้พื้น แล้วจะผุดออกมาตามรอยแตกของบ้าน บางครั้งอาจจะดันกระเบื้องเข้าบ้านได้ แต่เหตุกาาณืนี้เกิดได้ค่อนข้างยาก
7. ห้องน้ำคือจุดอ่อนที่สุด เมื่อน้ำเต็มท่อระบาย จะหาทางออกมาทั้งน้ำทิ้งทางพื้นที่เรียกว่า Floor Drain รวมถึงชักโครก ซึ่งท่านไม่สามารถจะอุดได้ หากจะอุดจริง ๆ ต้องถอดหัวชักโครกแล้วโบกปูน
8. อย่ามัวสาระวนกันการป้องกัน เมื่อน้ำบุกเข้ามาได้ ท่านจะพยายามลากกระสอบทรายมาปิด มาอุด ซึ่งไร้ประโยชน์ เอาเวลาไปตรวจสอบว่า เรามีอะไรยังไม่ได้ยกขึ้นที่สูงอีกบ้าง
9. ไม่ต้องสะสมเสบียง เพราะหากปริมาณน้ำขนาดนี้ ท่านถูกตัดไฟแน่นอน แล้วจะอยู่อย่างๆไร ผมสะสมเสบียงอยู่ได้เกือบ 3 เดือน จบข่าวตั้งแต่วันแรกแล้ว
10. ก่อปูนเป็นทางออกที่เกือบใช่ แต่.... ไปดูข้อเจ็ดครับ หากท่านมั่นใจว่าสามารถสร้างระบบปิดในตัวบ้านท่านได้ ก็จงทำเถิด แต่หากไม่ใช่ อย่าเสียเวลา
11. ระดับความสูง หากท่านเห็นน้ำขนาดนี้มาอีก ของที่ยกได้ ข้อให้ระดับไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร หากจะเทินของก็ให้มั่นใจว่าสูงกว่าระดับน้ำ บ้านผมสูงจากถนน 30 เซ็นต์ ก่อปูนอีก ประมาณ 70 เซ็นต์ สุดท้าย ไม่รอด
12. เก็บของสำคัญพร้อมหนี อย่ามั่วเสียเวลาในการป้องกัน จัดกระเป๋าสำรองอีกใบ เพราะเวลาคับขันแน่นมาก ท่านจะเก็บไม่ทัน ลืมโน่นลืมนี่
13. หากท่านผ่อนบ้าน จะถูกบังคับทำประกัน จงกลับไปอ่านอนุสัญญา บางบริษัทจะครอบคลุมน้ำท่วม หรือภัยที่มาจากน้ำ ท่านอาจจะได้เงินคมาจากการซ่อมบ้าน
14. บทสรุปครับ มีมากเจ็บมาก มีน้อย เจ็บน้อย เท่าที่คิดได้ครับ ใครมีอะไร สนับสนับสนุนได้ครับ
ฝากไว้สำหรับคนที่กำลังจะวางแผน แต่ย้ำว่า ข้อมูลนี้สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ระดับน้ำสูงมากๆๆ หากท่านท่วมแค่ 30 - 50 เซ็นต์ ก็ป้องกันเถอะครับ
CR : สุเทพ เตมานุวัตร์
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554
จะทำอย่างไรดี ถ้าต้องขับรถลุยน้ำท่วม?
อันดับแรกต้องระวังน้ำเข้าท่อไอเสีย ให้ลองกะระดับน้ำคร่าวๆ กับความสูงของช่วงล่างว่าสามารถขับลุยได้ไหม ถ้าเป็นรถเก๋งทั่วไปสามารถลุยน้ำได้สูงประมาณ 5-10 ซม. แต่ถ้าน้ำสูงกว่านั้นควรหลบไปใช้เส้นทางอื่นดีกว่าเสี่ยงให้รถดับกลางทาง
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราควรทำอย่างไรดีล่ะ?
ข้อ 1 ห้ามเปิดแอร์เด็ดขาด
ในขณะขับรถลุยน้ำลึก เพราะสาเหตุที่รถดับ ส่วนใหญ่เกิดจากการเปิดแอร์แล้วขับลุยน้ำ เพราะว่าเมื่อเราเปิดแอร์ พัดลมจะทำงาน ใบพัดจะพัดให้น้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่อง เครื่องจะดับเอาง่ายๆ หรือถ้าโชคดี หรือโชคร้าย ถ้าเครื่องไม่ดับ ใบพัดก็จะหมุนๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าขณะที่เราลุยน้ำ อะไรมันจะลอยมาบ้าง มันมีสารพัด ไม่ว่าจะเป็นขยะ กิ่งไม้ ไม้หน้าสาม ถุงพลาสติก รองเท้า ซึ่งสิ่งของพวกนี้ มันมีโอกาสที่จะเข้ามาในห้องเครื่องแล้วโดนใบพัดตัดจนใบพัดหัก ซึ่งถ้าใบพัดหัก แน่นอนว่าเราขับรถต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะระบบระบายความร้อนจะมีปัญหา
ข้อ 2 ควรใช้เกียร์ต่ำ
สำหรับเกียร์ธรรมดาก็ใช้ประมาณเกียร์ 2 หรือสำหรับออโต้ ก็ใช้เกียร์ L ก็ได้ รวมถึงการขับขี่ที่มีความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และควรใช้ความเร็วสม่ำเสมอ อย่าหยุดอย่าเร่งความเร็วขึ้น
ข้อ 3 ไม่ควรเร่งเครื่องให้รอบสูงๆ
เพราะเห็นผู้ขับขี่หลายๆ คนมักจะเร่งเครื่องแรงๆ เพราะกลัวเครื่องดับ เพราะกลัวน้ำเข้าท่อไอเสีย ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความคิดที่ผิดมากๆ แท้ที่จริงแล้ว การเร่งเครื่องยิ่งทำให้รถมีความร้อนสูงขึ้น เมื่อเครื่องมีความร้อนสูงขึ้น ใบพัดระบายความร้อนก็จะทำงาน และสิ่งที่จะตามมาก็จะเหมือนกับข้อ 1 ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเข้าท่อไอเสีย เพราะต่อให้น้ำจะท่วมท่อไอเสีย แล้วรถอยู่ที่รอบเดินเบาแรงดันที่ออกมาเพียงพอที่จะดันน้ำออกมาอย่างสบายๆ
ข้อ 4 ควรลดความเร็วลง
เมื่อกำลังจะขับรถสวนกับอีกคันที่กำลังขับมา เพราะไม่งั้นจะกลายเป็นคลื่นชนคลื่น ซึ่งน้ำที่ปะทะระหว่างรถของเราและรถที่วิ่งสวนมา มันก็อาจทำให้น้ำกระเด็นไปทำอันตรายต่ออุปกรณ์ภายในได้
หลังจากเราลุยน้ำลึกมา สิ่งที่ควรทำต่อ ก็คือ
เพราะในช่วงแรกๆ หลังจากการลุยน้้ำลึกมา มันจะเบรกไม่อยู่ และเป็นอันตรายมาก ถ้าเราไม่ทำการย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำออกจากระบบเบรก สำหรับเกียร์ธรรมดาต้องมีการย้ำคลัชเช่นเดียวกับการย้ำเบรก เพราะหลังการลุยน้ำมาอาจมีปัญหาคลัชลื่น จึงต้องทำทั้งย้ำคลัชและย้ำเบรก
ข้อที่ 2 ไม่ควรดับเครื่องทันที ถึงแม้ถึงจุดหมายก็ตาม
เพราะอาจมีน้ำค้างอยู่ในหม้อพักของท่อไอเสีย ควรสตาร์ทรถทิ้งไว้สักพัก ซึ่งจะสังเกตได้ว่า มีไอออกจากท่อไอเสีย ก็ไม่ต้องตกใจ ให้สตาร์ทรถทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้น้ำในหม้อพักมันระเหยออกไป เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ จะทำให้เกิดน้ำค้างอยู่ในหม้อพัก สิ่งที่จะตามมา คือ มันจะผุ
หลังจากวันที่เราลุยน้ำมาแล้ว ควรจะทำอย่างไร?
รวมถึงการฉีดน้ำเข้าไปในบริเวณใต้ท้องรถด้วย รวมทั้งบริเวณซุ้มล้อ เพื่อล้างพวกเศษทรายต่างๆ ที่มันเกาะติดอยู่ หรือบริเวณใต้ท้องรถ ซึ่งอาจมีพวกเศษขยะ เศษหญ้า ติดอยู่ ต้องเอาออกให้หมด เพราะถ้าเศษหญ้าแห้งมันติดอยู่ใต้รถ อันตรายที่จะเกิดขึ้นมันใหญ่หลวงนัก หนักๆ หน่อยไฟอาจไหม้ได้
ข้อที่ 2. สำรวจน้ำมันเกียร์ ว่ามันมีสีผิดปกติหรือไม่
คือ ถ้ามีลักษณะคล้ายสีชาเย็น นั่นแสดงว่า ต้องมีน้ำเข้าไปอยู่ในระบบเกียร์อย่างแน่นอน หรือถ้าเป็นไปได้ก็เปลี่ยนน้ำมันเกียร์มันซะเลย เพื่อความสบายใจ เพราะก้านวัดน้ำมันเกียร์นั้นอยู่ค่อนข้างต่ำ และยิ่งรถผ่านการลุยน้ำลึกๆ มา มันก็จะท่วมตัวเจ้าก้านวัด ซึ่งเป็นไปได้ที่น้ำจะซึมเข้าไปในระบบเกียร์ และมันก็จะทำให้ระบบเกียร์พัง
ข้อที่ 3. เช็คลูกปืนล้อ
ซึ่งพูดง่ายๆ ว่า เจอน้ำทีไร ลูกปืนล้อมันก็จะดัง เวลาวิ่งความเร็วสูงๆ อันนี้ ทำใจไว้ได้เลยว่าอาจต้องเปลี่ยน แต่โดยปกติแล้ว เจ้าลูกปืนล้อมันจะพังเร็วก็เพราะสาเหตุที่ว่าจอดแช่น้ำมากกว่า แต่ถ้าวิ่งผ่านน้ำโดยปกติจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่ถ้าแช่น้ำเมื่อไหร่ละก็เตรียมตัวเสียเงินได้เลย
ข้อที่ 4. ตรวจสอบพื้นพรมในรถว่าเปียกชื้นหรือไม่
เพราะหลังการลุยน้ำลึกมา มีโอกาสมากที่น้ำจะซึมเข้ามาภายในห้องโดยสาร เพราะฉะนั้น ต้องเปิดผ้ายาง เปิดพรม เอามือกดแรงๆ ดู หรือลองเอากระดาษซับดูว่ามีน้ำอยู่หรือเปล่า ถ้ามีน้ำขังอยู่ภายในห้องโดยสารน่าจะถึงเวลารื้อพรมกันแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาตามมา เพราะถ้าไม่รื้อพรม แต่คุณอาจแค่เพียงเอาผ้าซับๆ ให้พื้นแห้ง แล้วจอดตากแดด จริงๆ แล้วมันก็แห้งเหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เห็นก็คือ สิ่งสกปรกที่มันยังค้างอยู่ในรถ มีเชื้อโรคสารพัด แล้วเมื่อมันแห้ง มันก็จะแพร่เชื้อและเป็นเชื้อราอยู่ในพรม สิ่งที่อยากบอกต่อคือ นอกจากนี้ ในรถยังมีระบบปรับอากาศที่มันจะเป็นตัวช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แล้วมันก็จะหมุนเวียนกลับไปกลับมาอยู่ในรถของคุณ นั่นก็เป็นสาเหตุของการเกิดภูมิแพ้ เพราะสูดเอาเชื้อโรคต่างๆ เข้าไปตลอดเวลา
ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของทุกท่าน หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านนะคะ
ที่มา : forward mail
ป้ายกำกับ:
การขับรถลุยน้ำ,
การดูแลรถหลังน้ำท่วม,
การบำรุงรักษารถ,
น้ำท่วมรถยนต์
วิเคราะห์ปัญหาน้ำท่วม(ผิดปกติ)แบบวิทยาศาสตร์
ฝนตกหนัก น้ำไหลแรง กินเวลานาน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่อุทกภัยแบบเดิมที่ประเทศไทยเคยเจอเมื่ออดีต อีกทั้งผลกระทบที่ทวีความรุนแรงไม่ว่าทั้งด้านจิตใจ พืชสวนไร่นาเสียหายนับหมื่นไร่ แม้จะรู้อยู่ว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่ในเชิงวิทยาศาสาตร์สามารถให้ความกระจ่างได้ว่าน้ำท่วมและความรุนแรงขณะนี้ก่อตัวมาได้อย่างไร
ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำวิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ว่า ย้อนไปเมื่อปีที่แล้วสภาพการแปรปรวนของภูมิอากาศแบบผกผันก่อให้เกิดสภาพฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล รูปแบบฝนตกได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก กล่าวคือ จะตกครั้งละมากๆ บางครั้งฝนตกมาครั้งหนึ่งมากกว่าฝนตกเฉลี่ยทั้งปีเสียด้วยซ้ำไป บางที่มีฝนตกเป็นเวลาหลายวันต่อเนื่อง แต่บางครั้งฝนก็ทิ้งช่วงเป็นเวลานานๆ หรือบางพื้นที่ไม่น่าจะมีฝนตกในบางช่วงเวลากลับมีฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม อย่างเช่น น้ำท่วมพื้นที่ปากช่อง ในปี พ.ศ. 2553 หรือน้ำท่วมภาคใต้เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 เป็นต้น
จากการศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาชั้นนำของโลกพบว่า ในอนาคตสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศจะมีความถี่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคงก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุโซนร้อน พายุฤดูร้อน แผ่นดินถล่ม ไฟป่า และหลุมยุบเกิดขึ้นกับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทยขณะนี้ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งเหมือนไปเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นให้กับพื้นที่ท้ายน้ำอยู่เสมอ และยังสร้างความขัดแย้งมากขึ้นในสังคม ทั้งประชาชนที่มีระบบป้องกันและไม่มีระบบป้องกัน ชุมชนเมืองและชุมชนภาคเกษตรกร เป็นต้น
ความแปรปรวนของภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปีนี้เกิดขึ้นเร็วและรุนแรงเหนือความคาดหมายจากเดิมเมื่อกลางปี พ.ศ. 2553 ที่พบว่าปรากฏการณ์ลานินญ่ากระหน่ำประเทศไทยส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหนักทั้งภาคอีสาน เหนือ กลาง และที่หนักที่สุดคือภาคใต้ แต่จากการศึกษาเรื่องพายุที่มีจุดก่อกำเนิดในทะเลจีนใต้กับปรากฏการณ์ลานินญ่าของ พ.ศ. 2554 พบว่ามีข้อมูลบ่งชี้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมของภาคใต้จากนี้ไป 2-4 เดือน (ต.ค. 2554-ม.ค. 2555) น่าเป็นห่วงมาก มีแนวโน้มสูงที่ภาคใต้และอำเภอหาดใหญ่จะเผชิญกับฝนตกหนักจากลานินญ่าเหมือนใน พ.ศ. 2518, 2531, 2543 และอาจจะมีพายุพัดถล่มเหมือนในปี พ.ศ. 2505 ที่แหลมตะลุมพุก พ.ศ. 2532 พายุเกย์ที่ จ.ชุมพร และเมื่อปลาย พ.ศ. 2553 รวมทั้งเรื่องแผ่นดินถล่มก็เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้และอาจจะเป็น “มหากาพย์อุทกภัย พ.ศ. 2554” ของภาคใต้อีกปีหนึ่ง
อ.ธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า ฝนที่ตกแรงและถี่ขึ้นส่วนหนึ่งเพราะรูปแบบการก่อตัวของลานินญ่าเปลี่ยนจากทุก 4.6 ปี เหลือ 3 ปี รวมทั้งปรากฏการณ์เอลนินโญ่ที่เปลี่ยนไป จาก 3 ปีต่อครั้งเวียนรอบมาเหลือ 1.6 ปีต่อครั้ง ประกอบกับการก่อตัวของพายุในทะเลจีนใต้จากเดิมก่อตัวในแถบทะเลลึกแต่ปัจจุบันก่อตัวในแถบชายฝั่ง จากสถิติเมื่อปีที่ผ่านมาพบพายุที่ก่อตัวในแถบชายฝั่ง 11 ลูก พายุเหล่านี้เข้ามาเติมปริมาณน้ำฝนเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าในอนาคตเราจะต้องเผชิญกับอุบัติภัยน้ำท่วมถี่และบ่อยขึ้น แต่ถ้าเทียบระหว่างประเทศแล้วประเทศไทยถือว่าโชดดีที่จะเจอแต่หางๆ ของพายุเพราะมีประเทศที่รับช่วงหัวไปเต็มๆ แล้ว คือ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม แต่ช่วงเปลี่ยนฤดูจากฝนเป็นหนาวในเดือนตุลาคมนี้ ภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประกอบอิทธิพลของลานินญ่า เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้ภาคใต้เกิดน้ำท่วมหนักเหมือนเมื่อครั้งอดีต
กรุงเทพฯ เคยประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงสุดเมื่ออดีต คือ ปี 2518 มีหลักฐานภาพถ่ายชาวบ้านพายเรืออยู่ในย่านสนามหลวง และครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2538 ปีนั้นอยู่ในปรากฏการณ์เอลนินโญ่ แต่หลังจากนั้นกรุงเทพฯ เริ่มคลี่คลายจากปัญหาน้ำท่วมส่วนหนึ่งเพราะ กทม.ได้เริ่มสร้างเขื่อนริมน้ำเจ้าพระยา แต่กลับกลายเป็นว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ต้องเจอปัญหาน้ำท่วมหนักขึ้น ในประเด็นนี้ อ.ธนวัฒน์ บอกว่า การสร้างเขื่อนกั้นน้ำไม่ได้เป็นวิธีป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบ จะส่งผลให้น้ำไปท่วมที่ใดที่หนึ่งแทน ยกตัวอย่างเช่น วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์น้ำท่วมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง ผลจากต่างคนต่างสร้างเขื่อนริมน้ำ เมื่อ กทม. ทำเขื่อนกั้นจังหวัดไหนที่มีงบประมาณก็ทำบ้าง ส่วนประเด็นเขื่อนกักเก็บน้ำเป็นอีกประเด็นที่ไม่ได้เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สังเกตว่าในปีนี้พื้นที่แนวเขตการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นกลับไม่เจอปัญหาน้ำท่วมรุนแรงทั้งที่ปีนี้มีปริมาณฝนมาก
“ปัจจุบันเขื่อนเก็บน้ำที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2500 หรือ 50 ปีที่ผ่านมามีตะกอนดินจมอยู่ใต้เขื่อน 40-50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะมีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น แผ่นดินถล่ม แต่การกักเก็บน้ำยังใช้ตัวเลขเดิม อีกทั้งเขื่อนยังก่อให้เกิดพลังงานศักย์ น้ำที่ปล่อยลงมาจากที่สูงเมื่อไหลออกมาจึงมีความแรงเป็นพลังสึนามิน้อยๆ จะสังเกตว่าทำไมน้ำท่วมปีนี้น้ำจึงแรง เรือล่ม เพราะน้ำมีพลังงานศักย์” นักวิชาการคนเดิมระบุ
อย่างไรก็ตาม ดร.ธนวัฒน์ให้ข้อเสนอแนะแผนเร่งด่วนสำหรับการรับมือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า ควรปรับระบบเตือนภัยให้ทันเวลา เร่งวางแผนแม่บทการจัดการน้ำเพื่อวางแผนด้านการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำ ต้องมีประกาศแจ้งให้เก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรก่อน สำหรับกรุงเทพมหานครเสนอว่าควรมีแผนระยะยาวในการสร้างเส้นทางด่วนระบายน้ำ นอกจากนี้ ควรมีมาตรการทางภาษีจัดเก็บภาษีสำหรับคนที่ไม่ประสบภัยน้ำท่วมเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งในพื้นที่รับน้ำต้องปล่อยไว้ห้ามก่อตั้งชุมชน หรือการใช้ภาษีทางอ้อม เช่น ปัจจุบันโรงงานในพื้นที่บางบาลเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะราคาที่ดินถูกเนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำ ลักษณะนี้ควรออกมาตรการทางภาษีอุตสาหกรรมที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำต้องเสียภาษี 10 เท่า
แผนระยะยาวอีกด้าน กรุงเทพมหานครควรหยุดการเจริญเติบโตของเมืองไว้แค่นี้แต่ไปพัฒนาเมืองบริวาร อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี เป็นต้น โดยภาครัฐต้องสร้างระบบขนส่งเพื่อรองรับการเดินทางไว้ควบคู่กัน
From Dailynews Online
ป้ายกำกับ:
น้ำท่วมในอดีต,
น้ำท่วม ปี 2554,
สถานการณ์น้ำท่วม
วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านโดยไม่ต้องใช้กระสอบทราย สำหรับชาวกรุงเทพฯ
ช่วงนี้ข่าวน้ำท่วมเป็นที่กังวลของคนกรุงเทพฯ ว่าเราจะกันน้ำท่วมกรุงเทพฯได้ไหม แล้วถ้าท่วมจริงๆ จะท่วมมากไหม น้ำจะสูงกี่เมตร แล้วจะน้ำท่วมนานเท่าไร หลายคนก็ออกไปซื้ออาหาร น้ำ มาตุนไว้ แต่หลายคนก็ยังไม่อยากเชื่อว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม ความไม่ประมาท เป็นหนทางของความอยู่รอด วันนี้ยังไม่สายที่เราจะตื่นตัวและหาทางเตรียมพร้อมและป้องกันภัยจากน้ำท่วม
ว่ากันว่า กันไว้ดีกว่าแก้ งานนี้น้ำใจเลยขอนำบทความที่คุณอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ เขียนไว้ให้สำหรับชาวกรุงเทพฯ ที่เตรียมตัวช้าไปสักนิด ทำให้หากระสอบทรายยากสักหน่อย ถึงแนวทางอื่นที่สามารถใช้กันน้ำเข้าบ้านแทนกระสอบทรายได้
วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับชาวกรุงเทพฯ
1. การกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับกำแพงโปร่งบางส่วน
โดยต้องปิดจากด้านนอกบ้าน ใช้ฟิวเจอร์บอร์ด ตอกด้วยตะปู หรือปิดด้วยเทปกาวหนัง หรือซิลิโคน จากนั้นใช้ถุงดำปิดทับ แต่ต้องปิดเหลื่อมกันประมาณ 20 เซนติเมตร ปิดด้วยเทปกาวหนังอีกครั้ง ด้านล่างต้องปล่อยให้ชายถุงดำ ลาดกองกับพื้นดิน แล้วหาของหนักกดทับ เพราะเมื่อน้ำมาจะเกิดแรงกด ให้ถุงดำแนบกับพื้นและผนัง
2. การกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับประตูเข้าออก
เริ่มจากใช้ฟิวเจอร์บอร์ด ปิดจากด้านนอกบ้านทับหน้าเสา ด้านหลังถ้ามีช่องว่าง ต้องหาแผ่นหรือกล่องกระดาษห่อด้วยถุงดำ มาเสริมไม่ให้ฟิวเจอร์บอร์ดแอ่น จากนั้นใช้ถุงดำปิดทับฟิวเจอร์บอร์ด ปูชายถุงดำลาดบนพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร ปิดด้วยเทปกาวหนังโดยรอบแล้วหาของหนักกดทับ เมื่อน้ำมาจะเกิดแรงกด ทำให้ถุงดำรีดติดพื้นและเสา
3. การกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับประตูใหญ่
ต้องปิดกั้นจากด้านนอกบ้าน ใช้แผ่นเรียบ หนา 6 มิลลิเมตร กว้าง 2.4 เมตร ยาว 1.2 เมตร ประมาณ 2-3แผ่นขึ้นกับความกว้างของประตู จากนั้นวางตั้งพิงประตูหรือหน้าเสาแล้วแต่กรณี หาของหนักมาพิงทับไม่ให้ล้มหรือหาทางมัดติดกับประตู ถ้าไม่มีแผ่นเรียบก็ใช้ฟิวเจอร์บอร์ดแทนได้ แต่อาจจะไม่แข็งแรงเพียงพอ ต่อไปใช้ถุงดำปิดด้านหน้าแผ่นเรียบแล้วใช้ชายลาดกองกับพื้น ประมาณ 30 เซนติเมตร หาวัสดุหนักกดทับไว้ ในกรณีที่ถุงดำขาดแคลนก็ใช้ผ้าใบก่อสร้างแทน แต่ควรรอง2ชั้น
4. การกันน้ำมุดเข้าทางท่อระบายน้ำ
เริ่มจาก เตรียมถุงดำสำหรับอุดรูน้ำ ประมาณ 4-5 ถุง จากนั้นนำทราย หรือถ้าไม่มีให้หาดินปนกับหิน หรือของหนักใส่ถุงดำ 3 ชั้น แล้วเติมน้ำเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น มัดด้วยเชือกฟางให้แน่น แล้วต้องทำหางเชือกฟางให้ยาวเผื่อเวลาดึงขึ้นจากท่อ ขั้นต่อไปให้เปิดฝาแล้วหย่อนถุงลงไปประมาณ 2 ถุง ตามด้วยหนังสือพิมพ์ตามความเหมาะสม เพื่อให้ยุ่ยปิดการรั่วซึม แล้วหย่อนถุงเพิ่มเข้าไปเพื่อกดทับให้หนัก
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากบล็อก thaiflood.com ค่ะ
วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ทำอย่างไรดี น้ำท่วมบ้าน???
ผู้ที่ประสบภัยจากน้ำท่วมกันปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคอีสานและภาคกลางที่ยังเจอสภาพปัญหาดังกล่าวอยู่ ภาครัฐก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพชุมชน สาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว นอกเหนือจากการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าจากการช่วยเหลือบริจาคเงินและสิ่งของแล้ว ในเวลาต่อมาหลังจากน้ำลดเราก็ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของตนเองเพื่อการดำเนินชีวิตต่อไป
ผมมีเนื้อหาดีๆ จากหนังสือ “บ้านหลังน้ำท่วม” ซึ่งเขียนขึ้นโดย คุณยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ สถาปนิกอาวุโส และอดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อแนะนำแนวทางง่ายๆ ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของท่านหลังจากน้ำท่วมมาบอกเล่าให้ทราบกันเป็นประเด็นดังนี้ครับ
ระบบไฟฟ้า
ขณะน้ำท่วมทุกบ้านคงจะปิดวงจรไฟฟ้าหรือคัทเอ้าท์ทั่วทั้งบ้าน ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าเดินในระบบ ซึ่งลดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัย และแก้ปัญหาจากไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อน้ำลดลงควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านของท่านดังนี้ครับ
• เปิดคัทเอ้าท์ให้มีกระแสไฟฟ้าเข้ามา ถ้าปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งในระบบยังเปียกชื้นอยู่ คัทเอ้าท์จะตัดไฟและฟิวส์จะขาดให้เปลี่ยนฟิวส์แล้วทิ้งไว้ 1 วันให้ความชื้นระเหยออกไปแล้วลองทำใหม่ หากยังเป็นเหมือนเดิมคงต้องตามช่างไฟมาแก้ไขดีกว่าเสี่ยงชีวิตครับ
• เมื่อทดสอบผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีละจุดและทดสอบกระแสไฟฟ้าในปลั๊กว่ามาปกติหรือไม่ด้วยไขควงทดสอบไฟ หากทุกจุดทำงานได้ก็สบายใจได้ หากมีปัญหาอยู่ต้องรอให้ความชื้นระเหยออกก่อน ถ้ายังมีปัญหาก็คงต้องตามช่างมาแก้ไขหรือเปลี่ยนปลั๊ก/ สวิช์เหล่านั้นครับ
• ลองดับไฟทุกจุดในบ้าน ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด แต่ยังเปิดคัทเอ้าท์ไว้แล้ววิ่งไปดูมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านเราไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านท่านอาจจะรั่วได้ ให้รีบตามช่างไฟมาดูแลโดยเร็วครับ
• หากพอมีงบประมาณสำหรับปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าในบ้านของท่าน แนะนำให้ตัดปลั๊กไฟในระดับต่ำๆ ในบ้านชั้นล่างออกให้หมด (ถ้าคิดว่าน้ำท่วมอีกแน่ๆ ) แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.10 เมตร หลังจากนั้นควรแยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 2-3 วงจร คือ 1. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นล่าง (ที่น้ำอาจท่วมถึง) 2. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นบนขึ้นไป (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) 3. วงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ การกระทำดังกล่าวจะทำให้ท่านควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในบ้านได้อย่างอิสระ และง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษาครับ
ระบบประปา
เป็นอีกระบบที่มีความสำคัญเพราะเกี่ยวกับสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย มีแนวทางตรวจสอบระบบประปาในบ้านหลังน้ำท่วมดังนี้ครับ
• ถ้ามีบ่อเก็บน้ำใต้ดิน หรือถังเก็บน้ำในระดับน้ำท่วมถึง พึงระลึกเสมอว่าน้ำที่ท่วมเป็นน้ำสกปรกเสมอ ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดถังน้ำ และบ่อน้ำให้สะอาดเพื่อความปลอดภัยของท่านและสมาชิกในบ้าน โดยไม่เสียดายน้ำ แล้วจึงปล่อยน้ำประปาใหม่ลงเก็บไว้ใช้งานอีกครั้งหนึ่งครับ
• บ้านที่มีระบบปั๊มน้ำควรตรวจสอบอุปกรณ์ปั๊มน้ำ และถังอัดความดันว่าใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ โดยพิจารณาเสียงเครื่องทำงาน ดูแรงดันน้ำในท่อว่าแรงเหมือนเดิม (ก่อนน้ำท่วม) หรือไม่ หลังจากนั้นตรวจสอบดูว่าถังอัดความดันทำความดันได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ หากมีความผิดปกติควรตรวจสอบด้วยการแกะ แงะ ไข ว่ามีเศษผง สิ่งสกปรกเข้าไปอุดตัน กีดขวางการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้หรือไม่
• หากปั๊มน้ำที่บ้านท่านถูกน้ำท่วม ให้เดาไว้ก่อนว่าน่าจะเสียหายและหากใช้งานต่อไปเลยอาจเกิดอันตรายจากความชื้นในมอเตอร์ได้ ควรเรียกหาช่างมาทำให้แห้งเสียก่อนตามกรรมวิธีทางเทคนิค (ที่ไม่ใช่นำไปตากแดดแบบเนื้อเค็ม) เพื่อลดความเสี่ยงจากเพลิงไหม้ในตัวมอเตอร์ได้ครับ
อุปกรณ์ไฟฟ้า
อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้แก่เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า มอเตอร์ และอาจรวมไปถึงรถยนต์ก็ได้ เป็นเครื่องจักรกลที่เราท่านไม่น่าประมาท หรือหาทางแก้ไขซ่อมแซมเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งใช้เด็ดขาด เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้เมื่อโดนน้ำท่วม ก็แสดงว่าน้ำไหลเข้าไปในเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่าเจ้าอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้จะป่วยไข้ เสียหายแค่ไหน การนำไปตากแดดแล้วมาใช้งานต่อเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตท่าน และอัคคีภัยในบ้านท่านมากจากการลัดวงจรของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์เครื่องกลของเครื่องเหล่านั้น แต่ถ้าหากจะยังใช้งานจริงๆ ก็มีข้อแนะนำดังนี้ครับคือ
•ตลอดเวลาที่ใช้ต้องมีคนอยู่ด้วยเสมอ เผื่อเวลาฉุกเฉินจะได้ปิดเครื่อง ดึงปลั๊กได้ทันที
• ที่ Cut out ไฟฟ้าหลักของบ้านท่าน ต้องมีฟิวส์คุณภาพติดตั้งเสมอ หากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรเมื่อใด ต้องแน่ใจว่าวงจรไฟฟ้าจะถูกตัดออกทันที
• เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ต้องรีบนำไปแก้ไขซ่อมแซมโดยช่างผู้รู้ทันทีครับ
พื้นไม้ปาเก้
ถ้าพื้นบ้านของท่านเป็นไม้ปาเก้ แล้วถูกน้ำท่วมก็ต้องเข้าใจไว้นิดหน่อยนะครับว่า ปาเก้หรือไม้แผ่นชนิดนี้อยู่ได้ด้วยกาวติดกับพื้นคสล. จึงแพ้น้ำ(ท่วม)อย่างแรง เพราะไม้จะบวมน้ำและหลุดล่อนออกมาในที่สุดเป็นเรื่องธรรมดา บางทีหากน้ำท่วมเป็นเวลานานๆ ก็อาจเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แถมมาให้อีกด้วยครับ มีวิธีตรวจสอบแก้ไขดังนี้ครับ
• หากปาเก้เปียกน้ำเล็กน้อยไม่ถึงกับหลุดล่อนออกมา แค่เช็ดทำความสะอาดแล้วเปิดประตู หน้าต่างปล่อยให้แห้งโดยให้อากาศถ่ายเทความชื้นออกไป ปาเก้จะเป็ฯปกติได้ไม่ยาก แต่ระวังว่าเมื่อปาเก้ยังชื้นอยู่ไม่ควรเอาสารทาทับหน้าไปทาทับ เนื่องจากจะไปเคลือบผิวไม่ให้ความชื้นในเนื้อไม้ระเหยออกมา
• หากปาเก้มีอาการบิดงอ ปูดโปน เบี้ยวบูด กรุณาเลาะออกมาทันทีครับ และหากยังอยู่ในสภาพดีก็ผึ่งลมให้แห้งอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
• หากท่านจะซ่อมแซมพื้นใหม่ ด้วยการเอาวัสดุปูพื้นชนิดใหม่ที่คงทนถาวรทนน้ำได้มากกว่า เช่น กระเบื้อง หรือหินอ่อน แกรนิต เหล่านี้ ต้องระวังอย่างยิ่งเรื่องน้ำหนักวัสดุที่จะปูทับหน้าว่าโครงสร้างเดิมจะรับน้ำหนักได้หรือไม่ ไม่ควรทำไปดื้อๆ เลยเพราะบ้านท่านอาจเสียหายได้ครับ
• หากรื้อหรือซ่อมแซมแล้ว ต้องการปูปาเก้แบบเดิม หรือใช้วัสดุอื่นที่ใช้กาวเป็นตัวประสานเช่นกัน เช่น กระเบื้องยาง อย่าปูทับทันทีครับ ต้องรอให้พื้นคอนกรีตแห้งเสียก่อนแล้วจึงปูลงไปได้ ไม่เช่นนั้น ถึงน้ำไม่ท่วมรับรองว่าล่อนออกมาอีกแน่นอนครับ
ผนังบ้าน
ผนังบ้านเรือนหากแช่น้ำไว้นานๆ ก็อาจมีการเสียหายไปบ้าง โดยเฉพาะพวกผนังสำเร็จรูปที่มีน้ำหนักเบาทั้งหลาย ลองมาดูวิธีแก้ไขกันครับ
• ผนังไม้ ปกติไม้จะไม่เสียหายเมื่ออยู่ใต้ระดับน้ำ แต่มักผุกร่อนในจุดที่มีน้ำขึ้น น้ำลง ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อน้ำลดให้เอาผ้าเช็ดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรกออกเพื่อสุขภาพคนในบ้าน เพื่อให้ผิวไม้ระเหยความชื้นออกไปได้ เมื่อแน่ใจว่าผนังแห้งดี แล้วให้ใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ทาชะโลมลงที่ผิว (ต้องแน่ใจว่าแห้งแล้วจริงๆ มิฉะนั้นอาจเกิดการเน่าได้เนื่องจากความชื้นระเหยไม่ออก) การทาสีหรือยารักษาเนื้อไม้อาจทำภายในก่อนก็ได้เพื่อความสวยงามในการอยู่อาศัย แล้วรออีกสักพัก (3-4 เดือน) จึงทาภายนอกอีกทีเพราะผนังภายนอกน่าจะแห้งสนิทดีแล้ว
• ผนังก่ออิฐฉาบปูน ให้ดำเนินการเหมือนกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งระยะเวลานานกว่าเนื่องจากผนังอิฐจะมีมวลสารและการเก็บกักความชื้นในตัววัสดุได้มากกว่าไม้ จึงต้องใช้เวลาระเหยความชื้นออกไปนานกว่า
นอกจากนี้หากผนังปูนเหล่านี้มีสายไฟฟ้า ท่อไฟฟ้า ท่อน้ำฝังหรือเดินลอยไว้ก็ต้องใช้วิธีเดียวกับเนื้อหาตอนที่แล้ว ตรวจสอบระบบของอุปกรณ์เหล่านั้นให้อยู่ในสภาพเดิมไปพร้อมกันด้วยครับ
• ผนังยิบซั่มบอร์ด เนื่องจากวัสดุชนิดนี้เป็นแผ่นผงปูนยิบซั่มที่หุ้มด้วยกระดาษอย่างดี แต่ไม่ว่าจะดีเพียงใดเมื่อเจอกับน้ำ(ท่วม) แล้วก็คงไม่น่าจะมีชีวิตต่อไปได้ ดังนั้นให้แก้ไขโดยเลาะเอาแผ่นชนิดนี้ที่โดนน้ำท่วมออกจากโครงเคร่าแล้วค่อยหาแผ่นใหม่มาติด ยาแนว ทาสีทับใหม่ก็เรียบร้อยใช้งานได้เหมือนเดิมครับ พึงระวังเล็กน้อยสำหรับโครงเคร่าผนังที่เป็นไม้ ต้องรอให้ความชื้นในโครงเคร่าระเหยออกไป หรือให้ไม้แห้งเสียก่อนจึงติดผนังเข้าไปใหม่ แต่ถ้าเป็นโครงเคร่าโลหะแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันคงไม่มีปัญหาครับ
• ผนังโลหะ/กระจก วัสดุเหล่านี้โดยตัวเนื้องวัสดุคงไม่มีความเสียหาย เพียงแค่ทำความสะอาดขัดถูก็จะสวยงามเหมือนเดิม แต่ควรระวังเรื่องรอยต่อว่ามีคราบน้ำ เศษผง สิ่งสกปรกติดฝังอยู่บ้างหรือไม่ หากมีก็ให้ทำความสะอาดเสียให้เรียบร้อย เนื่องจากคราบน้ำ ความสกปรกอาจทำให้วัสดุยาแนวเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด
สีทาบ้าน
การซ่อมแซมสีทาบ้านทั้งภายนอกและภายใน ควรเป็นสิ่งสุดท้ายในการแก้ไขปรับปรุงบ้าน เพราะเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องปล่อยทิ้งให้ความชื้นหรือน้ำในตัววัสดุระเหยออกไปให้ได้มากที่สุดครับ มิฉะนั้นท่านทาสีทับไปดีอย่างไร ก็จะเกิดอาการหลุดล่อนในที่สุดครับ
• ข้อควรคิดสำหรับการซ่อมแซมสี คือ ปัญหาสีลอก สีล่อนไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสีแต่เกิดจากความไม่พร้อมของพื้นผิวที่ทาสี หากพื้นผิวที่ทาสีมีความชื้นหรือสิ่งสกปรกติดอยู่ทาสีทับอย่างไรสีก็จะล่อนออกมาอยู่ดีครับ
• ข้อพึงกระทำเวลาซ่อมสี คืออย่างเพิ่งรีบทาสี ให้ทำความสะอาดลอกสีเดิมทิ้งออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เฉพาะที่มีปัญหานะครับ) แล้วทิ้งไว้นานๆ หลายๆ เดือนอาจรอจนถึงหน้าร้อนปีหน้าแล้วค่อยทาสีตามกรรมวิธีของผู้ผลิตก็ไม่สายครับ
ที่มา: www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=103017.165
ป้ายกำกับ:
การดูแลบ้านหลังน้ำท่วม,
น้ำท่วมบ้าน,
บ้านหลังน้ำท่วม,
วิธีทำความสะอาด
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เมื่อน้ำท่วมรถ ควรจะทำอย่างไร?
สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยตอนนี้ เราคงต้องให้กำลังใจและช่วยเหลือกันและกันให้มากเท่าที่จะทำได้ สถานการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นมานานเป็นสิบๆ ปีแล้ว เชื่อว่าหลายคน อาจจะเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์นี้แล้ว บางคนอาจตุนอาหารแห้ง ยกข้าวของเครื่องใช้ให้สูงขึ้น บ้านที่อยู่ในเขตระวังภัยน้ำท่วม ถ้าบ้านมีหลายชั้น ก็แนะนำให้ขนของขึ้นชั้นบนนะคะ เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ธรรมดา!!!! ส่วนใครที่มีรถยนต์ ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ หรือในจังหวัดที่มีห้างใหญ่ๆ ตอนนี้ก็มีบริษัทเอกชนหลายแห่ง ที่เปิดลานจอดรถให้เข้าไปจอดฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมได้ อาทิ
เซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า, บางนา, พระราม 2, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, รัตนาธิเบศร์, รามอินทรา, เชียงใหม่ แอร์พอร์ต,เชียงราย, ขอนแก่น, อุดรธานี, ชลบุรี และเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช, สนามบินดอนเมือง, ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์, ห้างสรรพสินค้าตั้ง ฮั่ว เส็ง , ห้างเดอะมาร์เก็ต บางโพ, ซีคอน สแควร์, เดอะมอลล์รามคำแหง, พาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์, ลานจอดระยะยาวสนามบินสุวรรณภูมิ, ห้างเดอะสแควร์บางใหญ่, แฟชั่นไอร์แลนด์
ส่วนคนที่เตรียมตัวไม่ทัน และต้องจำใจปล่อยให้น้ำท่วมรถยนต์ไปแล้ว น้ำใจก็ไปเจอบทความที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมรถมาแชร์ให้อ่านกันค่ะ
• แรกทีเดียว อย่าพยายามรีบร้อนติดเครื่องยนต์รถที่เพิ่งเอาขึ้นจากน้ำหรือน้ำลดลงไปจากการท่วมมิดเครื่องยนต์เป็นอันขาด เพราะน้ำที่อัดอยู่ในเครื่องยนต์อาจจะทำให้ก้านสูบกับก้านกระทุ้งวาล์วในกรณีที่เป็นรถโบราณเช่นโฟล์กสวาเกน เต่าทองนั้น คดงอได้เลยทีเดียว
• อย่าพ่วงไฟเพื่อติดเครื่องยนต์รถที่ไหม่กว่ารุ่นปี ค.ศ. 1989 หรือ พ.ศ. 2532 ขึ้นมา ด้วยว่านั้นจะเปิดโอกาสให้แอลเทอร์เนอเตอร์ซึ่งมักจะเรียกกันง่าย ๆ ว่า ไดชาร์จ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นานาประดามีในรถไหม้เสียหายได้
• ก่อนที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ หรือเอาแบทเตอรี่ไปอัดไฟให้เต็มอีกทีแล้วเอามาใช้ หรือพูดให้ชัดก็ได้ว่า ต่อขั้วแบตเตอรี่เข้ากับรถอีกครั้งหลังจากพ้นน้ำแล้วนี่ ปลดฟิวส์ของระบบถุงลมนิรภัยเพื่อไม่ให้ทำงานขึ้นมาได้ในระยะแรกนี้ก่อน ด้วยว่าถ้าวงจรไฟฟ้าในระบบถุงลมนิรภัยเกิดลงดินหรือชอร์ตกันได้แล้วล่ะก็ ถุงลมระเบิดตูมแบบว่าทำงานให้ใช้ได้ขึ้นมาเฉย ๆ เสียของไปเปล่าๆ หลายหมื่นทีเดียวนะครับ
• ปกติเมื่อรู้ว่ารถจะจมน้ำ เราก็ควรถอดสายไฟยกแบตเตอรี่ขึ้นที่สูงบนบ้านบนเรือนก่อน ถ้าทำไม่ทันแบตเตอรี่จมน้ำอยู่ก็จะหมดไฟไปก่อนที่จะเข้าทำให้เกิดกระแสลัดวงจรทที่เสียหายเพราะน้ำได้ แต่เมื่อน้ำแห้งแล้ววงจรอาจจะลงดินอยู่ มีกระแสเข้าไปเมื่อไรลัดวงจรเมื่อนั้น จึงควรรีบถอดสายแบตเตอรี่ออกทันทีที่รถพ้นน้ำ ถ้าไม่ได้เอาแบตเตอรี่ออกไปเสียก่อน โดยเฉพาะรถที่ตกน้ำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจนั่น
• ทีนี้ เมื่อปล่อยให้วงจรอุปกรณ์หลายอย่างแห้งแล้ว ก็ปลดฟิวส์ของวงจรที่มั่นใจได้ออกเสียก่อน เช่นวงจรถุงลมนิรภัยเป็นต้น
• ตรวจรถยนต์ที่เพิ่งพ้นน้ำของคุณให้ถี่ถ้วน ถ้าพบน้ำในที่เขี่ยบุหรี่ ก็เชื่อเอาไว้ก่อนว่า น้ำคงเข้าไปถึงระบบไฟฟ้าบนหน้าปัด เช่น มาตรมัดต่าง ๆ และสวิตช์ได้ และโดยที่วงจรเหล่านี้มักจะทำเป็นแผงจึงสามารถทำความสะอาดและแห้งเอามาใช้ได้ใหม่อีก แต่ตามที่ปรากฏกันมาก็คือคุณมักจะพบปัญหาของวงจรในการใช้งานต่อไปภายหน้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จมน้ำหรือเปียกน้ำนี้ อายุการใช้งานหลังจากนั้นจะค่อนไปทางข้างสั้น
• อย่าไปหวังอะไรให้มากนักเลย นอกเสียจากจะเปลี่ยนกันใหม่หมด แพงอีกใช่ไหมล่ะ
• เกียร์อัตโนมัติกับทอร์กคอนเวอร์เตอร์ต้องได้รับการล้างเอาน้ำมั่นและน้ำออกให้หมด เช่นเดียวกับเฟืองท้าย หรือส่วนมากในตอนนี้จะไปอยู่ข้างหน้าแล้ว กับพวกทรานสเฟอร์ของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ด้วยว่าทั้งสองอย่างนี้มีรูระบายอากาศน้ำจึงเข้าไปทางนั้นได้ ก็ต้องทำอย่างเดียวกับเกียร์อัตโนมัติ
• เพลาขับที่ยางหุ้มเพลาขาด น้ำจะเข้าไปนำเอาจารบีออกไป ต้องอัดจารบีใหม่และเปลี่ยนยางหุ้มเพลาด้วย
• อีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ เมื่อตรวจเกี่ยวกับระบบส่งกำลังนี่คือ ลูกปืนล้อทั้งหน้าและหลังที่มีอยู่ในรถทั่วไป ต้องนำออกมาล้างอัดจารบีใหม่ ใส่กลับคืนที่ด้วยการปรับใหม่ให้แน่นตามลำดับไม่แน่นเกินไปจนล้อหมุนฝืด
• ล้างและเปลี่ยนน้ำระบายความร้อน เอาโคลนเลนที่ติดอยู่ตามรังผึ้งหม้อน้ำออกให้หมด ใส่น้ำยาลดความร้อน หล่อลื่น และรักษาโลหะลงผสมในน้ำระบายความร้อนใหม่อีกครั้งให้ได้ตามลำดับที่กำหนด
•การกำหนดอัตราส่วนผสมน้ำยากับน้ำในระบบระบายความร้อนนี้ที่กระป๋องหรือขวดน้ำยาจะมีบอกชัดเจน ถ้าเป็นฟอร์ดก็จะมีป้ายบอกไว้ที่ระบบหรือหม้อน้ำสำรอง โดยให้ใช้น้ำยาของฟอร์ด 50 % กับน้ำสะอาด 50 % เป็นต้น
• การใช้น้ำยาสีเขียว ราคาประหยัด ใส่เพียงกระป๋องเดียวหกเจ็หดสิบบาทนั่น ช่วยอะไรทางด้านการลดความร้อนและการสึกกร่อนของอะลูมิเนียมผสมในเครื่องยนต์ไม่ได้หรอก เรื่องแบบนี้ไม่ควรประหยัดเพราะจะเป็นการเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย? เมื่อถึงเวลาต้องซ่อมเครื่องยนต์ด้วยค่าใช้จ่ายหลายๆ หมื่นบาท
• อย่างน้อยก็ต้องล้างทำความสะอาดภายนอกของระบบห้ามล้อเปลี่ยนน้ำมันเบรก และหากแช่น้ำอยู่นานก็อาจจะต้องถึงขนาดซ่อมใหญ่เบรกทั้งระบบกันเลยก็ว่าได้ ตรงนี้ไม่ต้องถึงรถจมน้ำทั้งคันหรอก แค่แช่อยู่ทั้งวันลึกท่วมล้อเท่านั้นก็ได้เรื่องแล้ว
• รถกระบะหนึ่งตันที่ชอบลุยน้ำลึก เพราะเห็นว่าเครื่องยนต์ดีเซล ไม่มีระบบไฟฟ้าจุดระเบิด ไม่ต้องกลัวน้ำเข้าระบบไฟฟ้าแล้วเครื่องดับนั้น ถ้าน้ำเข้าเครื่องก็เสร็จเหมือนกัน หนักกว่ารถเบนซินด้วยซ้ำไป และเมื่อลุยน้ำลึกมากบ่อยเข้า น้ำก็เข้าไปในระบบห้ามล้อจนเกิดสนิม และน้ำมันเบรกเน่าเสียไปจนห้ามล้อไม่อยู่ได้นะ อย่าทำเป็นล่นไป
• อันตรายไม่ได้น้อยก่าเขาอื่นหรอก ถึงจะขับพ้นตรงที่น้ำท่วมได้ด้วยความเร็วจนน้ำกระจายเป็นปีกไปสาดรถอื่นเขาได้สนุกดีนั่นน่ะ เผลอๆ เป็นไข้สารตะกั่วเอาแถวนั้นเลยก็ยังเคยมี
• ของที่จมน้ำแล้วอาจจะต้องถึงกับเปลี่ยนเลยทีเดียวก็คือสตาร์ตเตอร์ เพราะน้ำเข้าไปนี่ฝรั่งบอกว่าซ่อมยากเสียเวลา แต่บ้านเราคงเอาไปให้ช่างไฟฟ้าตามร้านทั่วไปล้างทำความสะอาด ตรวจเช็กและปรับสภาพใช้ใหม่ได้ ไม่ต้องกับถึงกับต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ต้องเอาออกมาทำแน่นอนถ้าจมน้ำ
• มาถึงตรงนี้ ที่หนักอีกอย่างคงจะเป็นพวกมอเตอร์ไฟฟ้าของกระจกไฟฟ้า ที่นั่งปรับไฟฟ้า และเสาอากาศไฟฟ้า ตรงนี้อาจถึงกับต้องเปลี่ยนเพราะซ่อมยากไปก็ได้ครับ หลายสตางค์อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าเที่ยวได้ขับรถลงไปแช่น้ำเล่น ไม่สนุกเลยเมื่อขึ้นมาได้
• หมดพวกราคาแพงและเป้นปัญหาได้มาก ก็ถึงส่วนที่มีปัญหาได้ในระดับรองลงมา จะเปลี่ยนหรือซ่อมก็ต้องตรวจสภาพกันดูทุกส่วน อย่าวางใจละเว้นละเป็นดี
• เริ่มที่แผ่นคลัตช์ จานคลัตช์ ลูกปืนคลัตช์ บางทีพอน้ำแห้งอาจจะทำท่าว่าใช้งานได้เหมือนเดิม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เท่าไรนัก ใช้ไปไม่เท่าไรมักจะมีเสียง และเริ่มแสดงอาการของปัญหาเกียร์เข้ายากขึ้นมาให้พบได้เสมอ
• แร็กพวงมาลัย โดยเฉพาะพวกของพาวเวอร์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องตรวจเช็ก แม้จะเป็นความเป็นไปได้ที่จะเสียหายเป็นรองของที่บอกมาแล้วในตอนต้น ก็มีโอกาสเสียหายได้ รวมทั้งช็กอัพตัวยาวตัวสั้นที่ใช้มานานก่อนหน้ารถจมน้ำ ชีลกันน้ำหลวมแล้ว น้ำเข้าได้นะครับ ควรเปลี่ยนถ้าพบความผิดปกติหรือไม่น่าไว้วางใจ
• รีเลย์ เซ็นเซอร์ต่าง ๆ สวิตช์ไฟ และกล่องฟิวส์ก็ต้องได้รับการตรวจเช็กให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรเสียหาย ยังทำงานได้ดี โดยเฉพาะกล่องฟิวส์ต้องลงดินได้ดีเช่นเดิมถ้าเกิดมีการจมน้ำอยู่ระยะหนึ่ง เอาแค่วันเดียวหรือหลายชั่วโมงก็ไม่ดีแล้ว
• จานจ่ายนี่ก็ตัวดี ถ้าเป็นแบบใช้ทองขาวยังไม่เท่าไร แต่เบรกทรานซิสเตอร์ขึ้นมานี่ บางทีถึงต้องเปลี่ยนกันเลยทีเดียว เพราะต่อไปมักทำให้เครื่องยนต์สั่นโดยไม่ทันนึกว่ามาจากตัวนี้ได้
• แผงวงจรที่ผมว่าไว้ตอนแรกนั้น พอจะล้างได้ด้วยน้ำซึ่งทำการ DEIONIZED จากนั้นก็เอาไปอบที่ความร้อน 120 องศาฟาเรนไฮต์สัก 30 นาที แล้วพ่นด้วยสเปรย์แล็กเกอร์เคลียร์ก่อนจะนำมาใช้ใหม่ ซึ่งก็ยังไม่แน่นักว่าจะทนทานต่อไปได้สักเพียงไร โชคดีก็รอดตัว
• คลัตช์ของแอร์คอมเพรสเซอร์ควรได้รับการตรวจเช็กว่าใช้การได้หรือไม่
• ดวงไฟฟ้าหน้ารถก็อย่ามองข้าม น้ำอาจจะเข้าไปค้างอยู่ เอาออกเสียให้หมดก่อนที่จานจ่ายจะกลับบ้านเก่าเพราะน้ำทำเหตุ
ที่มา: www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=103017.165
ป้ายกำกับ:
การดูแลรถหลังน้ำท่วม,
น้ำท่วมรถยนต์,
ป้องกันรถน้ำท่วม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









