วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คู่มือทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม ด้วยตนเอง


เปิดคู่มือ "ทำความสะอาดบ้าน" ฉบับเข้มข้น ขจัดคราบน้ำท่วม "ด้วยตัวเอง"

ถึงตอนนี้ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง ผู้คนเริ่มทยอยกลับเข้าบ้าน

บ้านหลังเดิมที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สำหรับบ้านที่ไม่ได้ยกข้าวของเครื่องใช้ก่อนเผ่นออกจากบ้าน อาจจะต้องทำใจสักพักหนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปชมผลงานที่น้องน้ำฝากไว้

น้ำจอมพลังที่อาจจะเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน โยกไปคนละทิศละทาง กองระเกะระกะอยู่ทั่วบ้าน สภาพไม่เหมือนเดิมแน่นอน หรืออาจจะแค่ฝากคราบสกปรกไว้ตามพื้น ผนัง และขอบโต๊ะเก้าอี้ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำคงอยู่

ฉะนั้น ควรตั้งสติให้มั่นแล้วค่อย ๆ เดินกลับเข้าบ้านอย่างระมัดระวัง

มีขั้นตอนและวิธีการที่จะเข้าไปจัดการบ้านหรือที่อยู่อาศัย หลังจากที่น้ำท่วมขังมาเป็นเวลานานนับเดือนนั้น ซึ่งมีรายละเอียดมากมายที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

กมลพรรณ (กอวัฒนา) นุชผ่องใส กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีสต์ เพียร์เลส (ไทยแลนด์) 1968 จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการทำความสะอาดแบบครบวงจรมานานกว่า 40 ปี แนะนำวิธีทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดด้วยตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ

เตรียมพร้อมก่อนเข้าบ้าน 

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อาทิ แว่นตาช่าง, หน้ากากกรองฝุ่น, ผ้าปิดปากปิดจมูก, ถุงมือยาง, รองเท้าบูต, ไฟฉาย และหมวกนิรภัย

จากนั้นแต่งกายให้พร้อมก่อนเข้าไปในตัวบ้าน สิ่งสำคัญคือห้ามประมาทและอย่าเข้าไปคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อน และต้องมีคนรออยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น

ขั้นตอนก่อนเข้าไปยังตัวบ้านให้ปฏิบัติดังนี้ 

1.ก่อนเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือน ให้เดินดูบริเวณรอบ ๆ บ้านก่อน โดยสำรวจพิจารณาดูโครงสร้างที่อาจจะเสียหายเป็นอันตรายก่อนตัดสินใจที่จะเข้าไป

2.ระวังเรื่องสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่อาจหนีน้ำเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวบ้าน

3.สังเกตดูรอยร้าว หรือการบิดตัวของโครงสร้างก่อนตัดสินใจเข้าไป

4.ตรวจดูที่จัดเก็บถังแก๊ส มองหาสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีการรั่วซึม

5.ตรวจสอบการจ่ายไฟให้แน่ใจว่า ไฟฟ้ายังไม่ได้จ่ายกระแสเข้าไปในบ้าน โดยการดูที่คัตเอาต์ว่ายังมีการสับสวิตช์ลงอยู่หรือไม่

6.เปิดประตูให้เกิดการถ่ายเทอากาศ อย่าเหยียบเข้าบ้านทันที ให้สังเกตพื้นบ้าน ลองค่อย ๆ ใช้เท้าทิ้งน้ำหนักเพื่อทดสอบก่อน

7.สังเกตดูเพดานว่ามีการอมน้ำ แอ่นท้องช้าง หรือมีคราบน้ำอยู่หรือไม่ เพราะเพดานอาจพังทลายลงมาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวให้ระมัดระวัง

ตรวจเช็คเชื้อโรค-ระบบไฟฟ้า 

ขั้นตอนของการทำความสะอาด ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก


" ต้องคำนึงถึงการกำจัดการฆ่าเชื้อโรคเชื้อราที่เราอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จากการสัมผัสหรือหายใจเอาเชื้อเหล่านี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว "  กมลพรรณย้ำ

ดังนั้น ต้องคำนึงถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบูต ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคเชื้อรา, ป้องกันการสัมผัสสารเคมี รวมถึงป้องกันไฟดูด รวมทั้งคาดผ้าปิดจมูกและปากที่ช่วยป้องกันการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราและไอระเหยของสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

ในระหว่างการทำ ความสะอาดควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศระบายได้มากที่สุด โดยอาจเปิดพัดลมเพดานช่วยระบายอากาศ

ข้อห้ามคือ ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในระบบปรับอากาศ และจะกลายเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อราต่อไป ถือเป็นภัยเงียบที่เรามองไม่เห็น

จากนั้นก็มาเริ่มที่ระบบไฟฟ้าของทั้งบ้าน ซึ่งจะต้องถูกปิดทันทีที่น้ำท่วมบ้าน ดังนั้นระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่จะต้องจัดการทันทีที่น้ำลด โดยให้ช่างไฟฟ้ามืออาชีพมาตรวจสอบและซ่อมแซมให้หมดก่อนจึงจะสามารถกลับไปใช้ไฟฟ้าได้

บางครั้งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินสายไฟใหม่ทั้งหมด และสายไฟจะต้องแห้งสนิท รวมทั้งสวิตช์ไฟ, เต้าเสียบปลั๊กไฟต่าง ๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำอาจจะมีโคลนตมและตะกอนที่มากับน้ำเข้าไปอยู่ จึงต้องมีการตรวจเช็กระบบอย่างละเอียด

ระบบเครื่องปรับอากาศ หลังน้ำลดต้องเรียกช่างแอร์มืออาชีพมาตรวจเช็กระบบเครื่องปรับอากาศภายในบ้านทั้งหมด พร้อมทั้งทำความสะอาดท่อต่าง ๆ แผ่นกรองอากาศ เปลี่ยนฉนวนกันความร้อนที่จมน้ำ ฯลฯ เมื่อช่างแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ซีลปิดไว้ก่อนจึงจะเริ่มการทำความสะอาดบ้าน

อย่าลืมว่าก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศต้องทำความสะอาดบ้านจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกลับเข้าไปอยู่แล้วเท่านั้น

ถึงเวลาลงมือทำ 

หลังจากตรวจเช็กทุกอย่างจนแน่ใจแล้ว ก็มาถึงวิธีการทำความสะอาดขนานใหญ่ โดยเริ่มตามโปรแกรมดังนี้

1.เริ่มด้วยการขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อสะดวกในการจัดการกับโคลนตมที่มากับน้ำ ให้ใช้พลั่วตักดินโคลนออกจากพื้นบ้านให้ได้มากที่สุด

จากนั้นจึงใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ถ้ามี) หรือสายยางฉีดน้ำเพื่อชะล้างโคลนออกจากพื้นผิว อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยผ่อนแรงได้มากคือ ไม้ปาดน้ำ หากไม่มีและพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้ผ้าขนหนูทำเป็นผ้าลากน้ำได้ โดยเน้นการกำจัดดินโคลนออกไปให้หมด

2.เรื่องของพื้น หากพื้นบ้านของท่านมีการใช้วัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวนิล, เสื่อน้ำมัน, พรม, ปาร์เกต์ ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อวัสดุปูพื้นเหล่านั้นออกเพื่อให้พื้นด้านล่างแห้ง ซึ่งกว่าจะแห้งสนิทอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร

การทำความสะอาดพื้นทุกชนิด ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสมของพื้น โดยทั่วไป ๆ สามารถใช้น้ำผสมคลอรีนในอัตราส่วน 0.1% (1 CC ต่อน้ำ 1,000 CC) ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณก่อนแล้วจึงขัดถูพื้นด้วยน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ขัดถูให้ทั่วบริเวณแล้วจึงราดด้วยน้ำร้อนเดือด ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคมีทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ซึ่งต้องอ่านฉลากวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หากเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นที่เป็นสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ กำจัดกลิ่น กำจัดคราบไขมันได้

ข้อดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ คือ สารชีวภาพเอนไซม์นั้นจะยังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่จะเกิดขึ้นใหม่จากความชื้นต่อไปได้อีกนานประมาณ 3-6 เดือน ตราบที่พื้นยังมีความชื้นอยู่ และที่สำคัญสารชีวภาพเอนไซม์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นบ้านที่ปูพรม ถ้าพื้นบ้านที่ปูพรมจมอยู่ใต้น้ำท่วมหรือน้ำเสีย ควรจะตัดใจกำจัดทิ้งไปเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะพรมเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี

การทำความสะอาดพรมด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก ต้องใช้มืออาชีพที่เชื่อถือได้ว่าจะใช้น้ำยาซักพรมที่ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่น และใช้เครื่องมือซักพรมชนิดพิเศษที่สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดค่อนข้างสูง ควรพิจารณาให้ดี

(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21-23 พ.ย.2554)

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับ บ้านทาวเฮ้าส์

วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับบ้านทาวเฮ้าส์
1. อุปกรณ์ที่ใช้: แผ่นพลาสติกลูกฟูก ซิลิโคน เทปผ้ากันน้ำ ดินน้ำมัน
2. วัดขนาดประตู เพื่อตัด/ต่อ แผ่นพลาสติกลูกฟูกให้พอดีกับขนาดที่จะใช้
3. ปั้นดินน้ำมันเป็นเส้นยาวๆ เตรียมไว้สำหรับอุดร่องประตู และรอยต่อต่างๆ
4. นำพลาสติกลูกฟูกมาตัดตามความกว้างของประตู กะให้พอดีขอบประตู และนำมาติดตั้งโดยยิงกาวซิลิโคนรอบประตู และนำแผ่นพลาสติก มาประกบติดไว้ ตามด้วยดินน้ำมัน และติดเทปผ้าอีกชั้น
5. ปิดประตูบ้าน แล้วเอาดินน้ำมันมาอุดตามร่องและรอยต่อของประตู เป็นอันเสร็จ

หมายเหตุ:
การทำวิธีนี้ คนทั่วไปจะมองไม่เห็นว่าเราทำที่กันน้ำไว้ และเป็นการให้ประตูชั้นนอก รับน้ำหนักน้ำไว้ก่อนที่จะเข้ามาถึงประตูชั้นใน

(ดูรูปประกอบ)

วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับ ประตูกระจกบานสไลด์

วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับประตูกระจกบานสไลด์
1. อุปกรณ์ที่ใช้: แผ่นพลาสติกลูกฟูก ซิลิโคน เทปผ้ากันน้ำ ดินน้ำมัน
2. วัดขนาดประตู เพื่อตัด/ต่อ แผ่นพลาสติกลูกฟูกให้พอดีกับขนาดที่จะใช้
3. ต่อแผ่นพลาสติกลูกฟูกให้ได้ขนาดความกว้างของประตู โดยวางซ้อนกัน แล้วเชื่อมด้วยซิลิโคนและติดเทปผ้ากันน้ำอีกชั้น
4. ติดตั้งพลาสติกลูกฟูกกับประตู โดยเชื่อมติดกันด้วยกาวซิลิโคน ต่อด้วยดินน้ำมัน และเทปกันน้ำอีกชั้น

หมายเหตุ:
แนะนำให้หาแผ่นไม้ หรือยิปซั่มบอร์ดมาประกบติดกับพลาสติกลูกฟูก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และถ้าเป็นไปได้ ควรตอกตะปูยึดแผ่นพลาสติกไว้กับกำแพงบ้าน เพราะเนื่องจากมีความกว้างมาก การยึดด้วยกาวซิลิโคนอาจไม่เพียงพอ

(ดูรูปประกอบ)

วิธีป้องกันน้ำท่วมตึกแถวที่มีห้องกระจก

วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับตึกแถวที่มีห้องกระจก

1. อุปกรณ์ที่ใช้:  แผ่นพลาสติกลูกฟูก แผ่นยิบซัม ซิลิโคน  เทปผ้ากันน้ำ ดินน้ำมัน Edit HTML
2. วัดขนาดประตูห้องกระจกจากขอบถึงขอบ
3. นำแผ่นพลาสติกลูกฟูกมาต่อกันให้ได้ความกว้างของประตู เชื่อมแผ่นด้วยกาวซิลิโคน และยึดด้วยเทปผ้าอีกชั้น
4. เสริมความแข็งแรงด้วยแผ่นยิปซั่ม วางประกบกับพลาสติกลูกฟูก ยึดติดกันโดยใช้กาวซิลิโคน
5. เสร็จแล้วนำมาวางพาดกับประตูห้องกระจก และยึดติดแผ่นพลาสติกลูกฟูกกับประตูด้วยกาวซิลิโคน  ตามด้วยดินน้ำมัน และเทปผ้ากันน้ำติดทับอีกชั้น เพื่อกันเหนียว

หมายเหตุ:
อย่าลืมกันน้ำเข้าตามขอบประตู และรอยต่อต่างๆ ที่มีทั้งหมดนะคะ โดยใช้ซิลิโคน อุดให้ทั่ว และตามด้วยดินน้ำมันอีกชั้นหนึ่ง แนะนำให้ใช้ซิลิโคนใส เพราะจะได้ง่ายเวลาทำความสะอาดหลังน้ำลดค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เผยวิธีกันน้ำเข้าบ้านแบบ DIY

หลังจากที่ศึกษาและติดตามข่าวน้ำท่วมมาเป็นระยะ จากน้ำท่วมที่นครราชสีมา ไล่มาถึงบ้านญาติที่ลพบุรี สิงห์บุรี เรื่อยมาจนมาถึงอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม พุทธมณทล จนเข้ากรุงเทพฯ แล้วตอนนี้!!!

เนื่องจากสังเกตเห็นความผิดปกติของการบริหารจัดการน้ำอยู่เนืองๆ เห็นนิคมอุตสาหกรรมจมบาดาลไปทีละแห่งๆ  เราจึงเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ทั้งซื้อน้ำดื่มมาเก็บตุนไว้ และหาถังน้ำมารองรับน้ำไว้แล้ว  แม้ในช่วงแรกคนรอบข้างและทางบ้านจะมองว่า "เวอร์"  แต่ในวันนี้ ข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ "เวอร์" นั้น น่ะถูกต้องแล้ว

ณ ตอนนี้ ใกล้ถึงเวลาที่น้ำจะมาเยือนเราชาวกรุงเทพฯ แล้ว น้ำจะต้องกลับสู่ทะเล น้ำจำต้องผ่านบ้านเรา และเราจำต้องเตรียมตัวต้อนรับน้ำเหล่านั้น และต้องต้อนรับให้สมเกียรติ์ที่เรียกว่า "มวลน้ำ"

น้องน้ำเยี่ยมเยียนบ้านเพื่อน บ้านญาติมาตามลำดับ เอาไม่อยู่กันซะคน!!!  อย่างไรก็ตาม เราจะสู้ให้ถึงที่สุด 15 ปีที่แล้ว เราก็เคยอยู่กับน้ำมาแล้ว ก็ยังอยู่ได้ เคยลุยน้ำไปทำงานมาเป็นอาทิตย์ๆ ก็ทำมาแล้ว  มาปีนี้ เมื่อรู้ข่าวว่าน้ำจะมาเยือนอีกสักครั้ง เราก็จะยินดี และเตรียมพร้อมต้อนรับน้องน้ำ อย่างมีสติ

เราก็ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้เรื่องก่อสร้างอะไร จะหาช่างมาทำกำแพงกั้นน้ำหน้าบ้านก็ไม่มีช่างที่ไหนว่างเลย กระสอบทรายก็แสนจะหายาก  ก็พึ่งได้จากใน social media นี่แหละ ที่บอกสารพัดวิธี Do it yourself (DYI) ป้องกันน้ำท่วมโดยไม่ต้องใช้กระสอบทราย

เราก็เลยทำตามวิธีการต่างๆ ที่ได้มีการแชร์กันมา  ผลก็เป็นแบบนี้

เริ่มต้นจากห้องน้ำ

 วิธีอุดทางน้ำเข้าจากโถส้วม

1. วัสดุที่ใช้ ผ้า 1 ผืน และ ดินน้ำมัน 1 กก.
2. คลี่ผ้าออก แล้วนำดินน้ำมัน วางกึ่งกลางผ้า
3. ห่อผ้ากับดินน้ำมัน และมัดไว้เป็นก้อน
4. นำก้อนที่มัดไว้มาอุดเข้าที่คอห่านส้วม ยัดให้แน่นๆ เพื่อให้ต้านแรงดันน้ำได้
5. นำขวดน้ำ 6 ลิตร บรรจุน้ำ และวางทับก้อนดินน้ำมันที่อุดคอห่านอีกครั้ง เพื่อความชัวร์ :)

(ดูรูปประกอบ)
จาก การป้องกันน้ำเข้าบ้านแบบ DIY

วิธีอุดไม่ให้น้ำเข้าทางท่อน้ำทิ้งภายในบ้าน

1. รูน้ำที่มาจากท่อระบายน้ำ
2. อุปกรณ์ที่ใช้มี ท่อ PVC ดินน้ำมัน ซิลิโคน เทปผ้า และแผ่นพลาสติกหนา 0.5 mm.
3. ยิงซิลิโคนรอบๆ ท่อ PVC แล้ววางครอบรูระบายน้ำไว้ จากนั้น รอให้ซิลิโคนแข็งตัวแล้วตามด้วยดินน้ำมันอุดรอบ ท่อ PVC ทั้งด้านในและด้านนอก
4. เสริมท่อให้สูงขึ้นโดยใช้แผ่นพลาสติกพันรอบท่อ PVC และใช้เทปผ้ากันน้ำ ยึดแผ่นพลาสติกไว้
(ใช้ในกรณีท่อ PVC ที่ซื้อมาสั้นไป เพราะกะความสูงน้ำผิด :P)
5. ตัดแผ่นพลาสติกเป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่าวงท่อ PVC เล็กน้อย แล้วเอาดินน้ำมันติดรอบๆ
6. แปะติดด้านบนท่อ แต่ไม่ต้องแน่นมากนัก เอาแค่พอกันสัตว์ เลื้อยคลาน ตะขาบ แมลงสาบ ฯลฯ ได้ก็พอ


หมายเหตุ:
การทำวิธีนี้ จะดีกว่าการอุดท่อ เพราะแรงดันน้ำมีมหาศาล อุดไปก็เอาไม่อยู่ แต่แบบนี้คือยอมให้น้ำเข้าบ้านเราได้ แต่จำกัดบริเวณให้เข้าได้แค่ในท่อ PVC เท่านั้นนะจ๊ะ :)

(ดูรูปประกอบ)
จาก การป้องกันน้ำเข้าบ้านแบบ DIY

" สำหรับวิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับตึกแถว ทาวเฮ้าส์ และประตูกระจกบานสไลด์ จะขอใส่ไว้ในโพสหน้านะคะ เพื่อจะได้แยกเป็นหัวข้อๆ และกันข้อความยาวเกินไป จนคนอ่านขี้เกียจอ่านคะ "
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรับประกันได้ว่า สิ่งที่เราเตรียมรับมือไว้นั้น จะสามารถต้านทาน "มวลน้ำ" ได้ไหม เพราะเราไม่มีทางรู้แน่นอนเลยว่า น้ำจะท่วมบ้านเราสูงแค่ไหน และเราจะ "เอาอยู่" แบบนายกหญิงยิ่งลักษณ์พูดหรือไม่  ดังนั้น เราจึงต้องมีแผน 1 แผน 2 และ แผน 3 เตรียมไว้

แผนหนึ่งอย่างที่เห็น คือการทำกำแพงกั้นน้ำเข้าบ้าน และอุดรู หรือทำกาลักน้ำ ไว้ตามจุดต่างๆ ในชั้นล่าง

แผนที่สอง คือ หากแผนแรกล้มเหลว เราก็ต้องเชิญคุณน้ำเข้าบ้าน  ดังนั้น เราก็ต้อง ห่อ ยก ปก ป้อง ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านไว้ รวมทั้ง สำรวจ Breaker ไว้ว่าอันไหนชั้นล่าง อันไหนชั้นบน เวลาฉุกเฉิน จะได้สับ breaker ลงได้ไม่สับสน

แผนที่สาม (จะว่าเป็นแผนที่สาม ก็อาจไม่ถูกซะทีเดียว เรียกว่าเป็นแผนเตรียมรับมือ กับการอยู่กับน้ำท่วมขัง น่าจะถูกต้องกว่า) แน่นอนว่า หากแผนหนึ่งล้ม แผนสองเอาไม่อยู่ เพราะน้ำท่วมสูงเกินไป หรือนานเกินไป และต้องถูกตัดน้ำ ตัดไฟ  งานนี้ก็ต้องเตรียมของยังชีพ และอุปกรณ๋สื่อสารให้พร้อม  ทีนี้ก็ต้องมานั่งนึกล่ะ ว่าถ้าถูกน้ำขังอยู่ในบ้าน แล้วเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

เท่าที่นึกออกก็

1. อาหารแห้ง อาหารสดเตรียมไว้  ดูว่ามีอะไรบ้าง อะไรที่เสียง่ายจะเอามาทำอะไร  เช่น หมูสด อาจนำมาทอดกรอบ ก็จะเก็บไว้ได้นานหน่อย   แนะนำให้หาถังแช่แข็งเตรียมไว้  และทำน้ำแข็งในตู้เย็นเก็บไว้เยอะๆ  พอไฟฟ้าถูกตัด ก็เอาน้ำแข็งมาใส่ถังแช่ ช่วยเก็บอาหารสดไปได้อีกสัก 2-3 วัน
2. ตรวจดูเตาแก้ส ให้มีแก้สใช้ได้ ไม่ขาด
3. น้ำที่สำรองไว้ในถัง ก็เก็บน้ำให้เต็มไว้ตลอด แกว่งสารส้มด้วย เพื่อให้ได้น้ำใสสะอาด
4. น้ำดื่ม ก็เตรียมไว้ให้พอมีใช้ได้สัก 10-15 วัน  ดื่มน้ำไป แล้วต้มน้ำมาใส่ เก็บไว้ให้เต็ม
5. เตรียมถุงดำไว้หลายๆ ขนาด ถุงดำขนาดพอเหมาะ เอาไว้ทำส้วมฉุกเฉิน และซื้อปูนขาวเตรียมไว้ เอาไว้โรยป้องกันเชื้อโรค
6. ซื้อเชนไดร์ท มาเก็บไว้ เผื่อไว้ป้องกันแมลงสาบ ตะขาบ และสัตว์อื่นๆ ที่จะมากับน้ำ
7. ยารักษาโรค ทั้งยาแก้ท้องเสีย แก้คัน แอลกอฮอล์ ฯลฯ  อ้อ รวมทั้งยาประจำตัวของคุณแม่ ที่ต้องทานประจำ ก็ไปหาซื้อมาตุนไว้ก่อน เดี๋ยวน้ำท่วมออกไปซื้อไม่ได้
8. โทรศัพท์มือถือ ลืมไม่ได้  มีกี่เครื่องๆ ต้องชาร์ตแบตให้เต็มไว้  เพราะถ้าไม่มีไฟฟ้า แล้วมือถือแบตหมด ก็เหมือนถูกตัดการสื่อสารจากโลกภายนอกเลย
9. วิทยุใส่ถ่าน เตรียมไว้รับข่าวสาร
10. ศึกษาหาความรู้สู้น้ำท่วมเอาไว้  ถ้าให้ดีก็พิมพ์เอาไว้อ่านก็ดี จะได้นำความรู้มาใช้ได้ในยามจำเป็น

ที่ศึกษาหามาก็

คู่มือป้องกันโรคจากน้ำท่วม จากลิงค์ข้างล่างเลยค่ะ
http://www.ddc.moph.go.th/emg/flood/showimgpic.php?id=512

และ คู่มือน้ำท่วม ซึ่งเผยแพร่โดย งานสื่อสารนานาชาติ (CICC) ศูนยสื่อสารองค์กรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (คลิกเพื่อ download คู่มือน้ำท่วม )

แนะนำให้อ่านกันทันที เพราะเราจะได้เรียนรู้ และเตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

แผนสุดท้าย  ถ้าหากแผนที่ 3 รับมือไม่ไหว เนื่องจากถูกขังอยู่นาน เสบียงหมด หรือน้ำเน่าเสีย ฯลฯ เหตุปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราอยู่บ้านไม่ได้แล้ว เราก็ต้อง "อพยพ"

ทั้งนี้ แบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้
1. ทรัพย์สินมีค่าต่างๆ พวกแก้วแหวน เงินทอง แนะนำว่า ให้เอาไปใส่ตู้เชฟธนาคาร ซะตอนที่ธนาคารยังเปิด และยังมีโอกาสออกจากบ้านได้
2. เบิกเงินสดติดตัวไว้บ้าง เพราะยามฉุกเฉิน เราอาจหาตู้ ATM เบิกไม่ได้ และไม่มีเงินสดใช้จ่ายยามจำเป็น เช่น ใช้เป็นค่าจ้างเรือ เพื่อเดินทางไปไหนๆ
3. ควรเตรียมเอกสารสำคัญๆ และของใช้จำเป็นไว้แต่เนิ่นๆ กรณีต้องอพยพออกจากบ้านจะได้ไม่ฉุกละหุ และไม่ลืมของสำคัญ (เพราะการกลับมาเอาของที่บ้านขณะน้ำท่วม คงไม่ไช่เรื่องสะดวกนัก)  หากล่องพลาสติกไว้สักใบ ขนาดพอเหมาะไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป สำหรับใส่เอกสารและของจำเป็นต่างๆ เพื่อจะได้ขนย้ายได้สะดวก และป้องกันการเปียกน้ำขณะขนย้าย
4. เตรียมหาข้อมูลศูนย์อพยพใกล้บ้าน หาเบอร์ติดต่อกรณีฉุกเฉินเอาไว้  หรือถ้าให้ดี หาที่พักสำรองไว้ อาจเป็นบ้านญาติ หรือโรงแรมที่พักที่สามารถไปพักได้  (ต้องแน่ใจว่าที่พักสำรองนั้น ไม่อยู่ในพื้นที่โดนน้ำท่วมด้วยนะคะ)

แผนทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละ ตอนนี้เริ่มทำตามแผนไปบ้างแล้ว เดี๋ยวจะเตรียมต่อให้ครบทุกข้อ แต่ตอนนี้ขอเอาข้อมูลมาลงไว้ก่อน เผื่อเพื่อนๆ ได้อ่าน แล้วอยู่ในเขตที่กำลังจะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน และคิดจะอยู่ต้อนรับน้ำ อาจจะได้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมมาบ้าง และหากมีเพื่อนคนไหน มีประสบการณ์ หรือมีข้อแนะนำอะไร ก็ช่วยบอกด้วยนะคะ จะได้มาแชร์กันค่ะ

ขอบคุณที่อ่านจบค่ะ
น้ำใจ

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ราขึ้นที่บ้าน อันตรายไหม ทำอย่างไรดี?


รามากับความชื้น ที่ใดมีความชื้น ที่นั่นมีรา  น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นี้ หลายบ้านต้องอยู่ในสภาพจมน้ำ น้ำมาเร็วมา บ้างก็ขนย้ายของหนีน้ำทัน บ้างก็ต้องปล่อยให้สิ่งของแช่น้ำ เพราะยกหนีไม่ทัน หรือไม่ก็ใหญ่ หรือหนักเกินกว่าจะขนย้าย  แน่นอนว่า หลังน้ำลด ปัญหาที่ตามมา ก็คือการจัดเก็บ ทำความสะอาดบ้านกันครั้งใหญ่  ของอะไรที่สามารถยกไปตากแดดได้ แนะนำให้เอาไปตากแดดจัดๆ ให้แห้งสนิทจริงๆ นะคะ จะได้ปลอดภัยจากเชื้อรา

ส่วนตัวผนังบ้าน ก็คงต้องใช้เวลาหน่อย คงต้องงดใช้แอร์สักระยะหนึ่ง เปิดประตูหน้าต่างให้ลมผ่านเข้ามา โดยเฉพาะกำแพงปูนเก่า ซึ่งจะซึมซับน้ำเข้าไปในเนื้อใน หากไม่ตากลมให้แห้งจริงๆ  ปัญหาราขึ้นตามผนังปูน ก็จะต้องมีตามมา ไม่ช้าก็เร็ว

ตอนนี้ เรามาหาความรู้เกี่ยวกับ "รา" กันดีกว่าค่ะ

บทความชิ้นพิเศษเกี่ยวกับ เชื้อเรา เอาใจทั้งคนรักษ์บ้าน และรักษ์สุขภาพ อันเนื่องมาจากเชื้อราที่เกิดขึ้นบนเฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เพราะความอับชื้น หากปรากฏขึ้นมาก นอกจากจะไม่สวยงามแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย ราบางชนิดก็มีประโยชน์ใช้ทำยา ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น แต่ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้แน่นอน มันเป็นราผู้ร้าย

รามีหลายประเภท (species) และแต่ละชนิดก็มีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน และที่แน่นอนคือเมื่อมีราเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใดของบ้าน ต้องกำจัดออก ไม่ต้องคิดเมตตาปราณีเป็นอันขาด

หลายคนอาจยังเข้าใจว่าเชื้อราก่อให้เกิดโรคเฉพาะผิวหนังภายนอก เช่น กลากเกลื้อน เชื้อราที่มือและเท้า เป็นต้น แต่ความจริงแล้วมันลุยเข้าไปในตัวเราได้มากกว่าที่คิด ตับ ไต ไส้พุง ระบบน้ำเหลือง มันเที่ยวไปรังควานซะทั่ว

เชื้อราเส้นเล็กๆ นี่ อันตรายกว่าที่คิดแน่นอน เพราะอาจส่งผลต่อการเกิดภูมิแพ้ และเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคปอดอักเสบ บางชนิด สามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า mycotoxin ซึ่งมีพิษมาก และถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งด้วย มีผลต่อภูมิคุ้มกันบกพร่อง ราบางชนิด เช่น กลุ่มราบางชนิดที่ชอบขึ้นบนพรมที่ชื้น ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีเลือดออกภายใน เกิดแผลในกระเพาะ และอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือกลุ่มเพนนิซิเลียมที่พบได้ทั่วไปในดิน อาหาร ขนมปัง ธัญพืช มักพบบนผนังฝาบ้าน พรม วอลเปเปอร์ที่ชื้น พวกนี้จะทำให้มีอาการหอบหืด โรคปอดอักเสบภูมิไวเกิน

ราพวกนี้บางชนิดเข้าปอดโดยการหายใจ ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ม้าม กระดูก ตลอดจนเข้าไปในระบบน้ำเหลือง และตายได้ บางกลุ่มทำลายตับ ไต

เราได้รับเชื้อรา ทางไหนบ้าง?...เรารับเชื้อราได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่นจากการสัมผัส ทางจมูก โดยการหายใจ พบว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ

เนื่องจากเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศโดยเฉพาะสปอร์ล่องลอยเที่ยวไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงบริเวณเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อรา หรือบริเวณที่มีเชื้อราอยู่มากเช่น บริเวณที่มีฝุ่นละอองเยอะ บริเวณที่มีคนอยู่หนาแน่น

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่กำลังมีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และเคมีบำบัด กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เช่นคนที่เป็นโรควัณโรค หรือ cystic fibrosis เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วคงต้องหาเวลาตรวจส่วนต่างๆของบ้าน ว่ามีราแอบแฝงที่ส่วนใดบ้าง ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เสื้อผ้า กระเป๋า...เพราะบางครั้งที่คนในบ้าน เด็กเล็ก ป่วยหอบหืด ภูมิแพ้ อาเจียน ไข้ โดยไม่มีสาเหตุ และนำไปสู่โรคต่างๆข้างต้นได้ แม้กระทั่งผู้ใหญ่หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน โดยอาจจะมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "รา" นี่เอง

ขั้นตอนการกำจัดราในบ้าน 

เราจะเริ่มที่ขั้น ทำความสะอาดก่อน

1. แรกสุดที่ต้องคิดถึง คือกำหนด "รา cleaning day" (ทำงานให้เป็นสุข สนุกกับการทำงาน) ดูว่าราขึ้นมากไหม (บริเวณกว้างไหม) และมันเพิ่งขึ้น หรือมันนานพอควรแล้ว รู้ได้ยังไง ...ก็ดูว่าฟูมากไหม เป็นขยุ้ม หรือเป็นจุดเล็กๆ อันนี้จำเป็น แล้วแต่ละสภาพแวดล้อมที่ทำ ถ้าเป็นในห้องน้ำมักจะเป็นพวกไม่ฟู ถ้าเป็น อาหาร ไม้ โดยเฉพาะ particle board ที่เป็นส่วนของเฟอร์นิเจอร์ จะฟู (ถ้าขึ้นมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว)

2. สำรวจความพร้อมของคณะทำงานและผู้ช่วยก่อน ถ้ามีรามาก และฟู และคุณมีสภาพร่างกายที่มีความเสี่ยงแบบที่กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ ก็ควรใส่ที่ป้องกัน สวมหน้ากากกันหวัดนั่นล่ะ ถุงมือพลาสติกที่มีขายตามสรรพสินค้าทั่วไปหรือเป็นถุงมือแพทย์ก็ได้ ถ้าฉุกเฉินจริงๆหาไม่ทัน เอาของที่มีทุกบ้านมาใช้แทน คิดออกไหมเอ่ย!!! ถุงกอบแกบขนาดเล็กเอามือใส่เข้าไป แล้วเอาห่วงยางรัดก็จะได้ถุงมือแบบไม่มีนิ้ว เก๋ไปอีกแบบ เสื้อผ้าที่สวมใส่เอาที่รัดกุมหน่อย อย่ากรุยกรายมากนักเดี๋ยวยังไม่ทันทำความสะอาด แขนเสื้อ ชายเสื้อ จะไปกวาดแทนหมด

3.ดูพื้นที่ๆเราจะจัดการก่อนว่าราขึ้นที่ไหน สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเป็นอย่างไร เช่นแห้ง ชื้น เปียก

4.สำรวจบริเวณที่จะทำความสะอาด ว่ามีของเกะกะ หรือของใช้อื่นๆอยู่ใกล้หรือไม่ เช่นเฟอร์นิเจอร์ โซฟา หมอนหนุน อยู่ในบริเวณเดียวกัน หากมันขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็นจุดร่วม ต้องค่อยๆหยิบออกมาวางทีละชิ้นแล้ว clear เพราะจะถือว่าทุกส่วนกระทบหมดคือ อาจมีรา เพราะรามีลักษณะเป็นเส้นใยมันสามารถชอนไช แผ่ขยายเหมือนตาข่าย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำความสะอาดที่จุดใดต้องจัดการบริเวณไกล้เคียงด้วย บริเวณอื่นก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่งั้นมันจะเหลือพรรคพวกเตรียมซุ่มรอก่อการร้ายได้อีก เมื่อสภาพแวดล้อมรู้เห็นเป็นใจ

5.สังเกตพื้นผิวที่จะกำจัดก่อนว่าพื้นเรียบหรือขรุขระหรือมีรูพรุน (วัสดุมีรูพรุนหรือน้ำซึมได้ดี เช่น ฝ้า แผ่นฉนวน พรม เสื้อผ้า กระดาษ หนังสือ ) หรือไม่ซึมน้ำ เช่น แก้ว โลหะ พลาสติกแข็ง หรือซึมได้เล็กน้อย เช่น ไม้ คอนครีต

6.กำหนดบริเวณที่ทำความสะอาด แล้วหากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรอบๆ (ติด) พื้นบริเวณนั้น ๆ (กรณีในบ้าน) แล้วสเปรย์น้ำหมาดๆลงบนกระดาษ (ก่อนจัดการรา) ถ้าเป็นห้องนอนต้องหาผ้ามาคลุมเตียง

7.เอาถุงกอบแกบ ใบใหญ่หน่อยชนิดที่เอาของทุกอย่างทิ้งในถุงนั้นได้หมด โดยไม่ต้องคอยขยับถุง (กระเทือน) มาวางใกล้

8.อย่าเปิดพัดลม เพราะอาจเป็นตัวกระจายสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่วอีก

พร้อมแล้วนะคะ ลงมือลุย 

• จากข้อ3 ถ้าพื้นที่ที่ราขึ้นแห้ง ห้ามเช็ดแบบแห้งเป็นอันขาดเพราะถ้ามีสปอร์มันจะฟุ้งล่องลอย ไปเที่ยวรอบห้อง หรือไม่ก็เข้าจมูก ปาก ตาของเรา อันตรายอีก ดังนั้น ต้องทำให้มันชื้นเล็กน้อย โดยใช้กระดาษ tissue มากๆหลายๆชั้น ชุบน้ำ หมาดมากๆ (ไม่เปียกแฉะ) ปกติควรใช้ tissue ขนาดแผ่นใหญ่ที่เป็นม้วน มันจะหนาดีมาก

• แล้วเช็ดจากล่างขึ้นบน (ซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็ไม่ ได้) นี่กรณีราฟู นะคะ ถ้าไม่ฟูก็ตามใจถนัด

• เช็ดทีเดียวทิ้งทุกครั้ง ไม่มีการซ้ำ อย่าประหยัด

• เตรียมน้ำสบู่เหลว เอาแบบที่บอกว่าฆ่าเชื้อหรือธรรมดาก็ได้ (ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยไม่บอกชื่อ).. (ยิ้ม) ผสมน้ำเล็กน้อย เช็ดซ้ำอีก

• เสร็จก็ใช้น้ำเช็ดซ้ำ คราวนี้เช็ดยังไงก็ได้ ตามใจชอบ

ทำความสะอาดเสร็จ นั่งพักก่อนได้ ถ้าเหนื่อย เพราะขั้นตอนต่อไปจะเป็นการฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีหลายวิธีให้เลือก 

1. น้ำส้มสายชู เทน้ำส้มสายชูออกจากขวดใส่กระดาษทิชชู หมาดๆ (ไม่แนะนำให้ใช้ผ้าเพราะใช้แล้วต้องซัก ไม่ดีแน่ เอาแบบใช้แล้วทิ้งปลอดภัยกว่า) หรือใส่ขวดสเปรย์ก็ได้ สเปรย์ตั้งทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีแล้วก็เช็ดเลย กำจัดได้ในระดับน่าพอใจ (80%) แต่ไม่ฆ่าสปอร์

2. Tea tree oil ใช้ 2 ช้อนชาในน้ำ 2 ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด เหลือเก็บใส่ขวดเก็บไว้ใช้ได้นาน

3. Grapefruit seed extract ใช้ 20 หยด ใส่ในน้ำ 2 ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด

ส่วนสารฆ่าเชื้อราที่เข้มข้นกว่า ประกอบด้วย... 

1. แอลกอฮอล์ (ethanol, isopropanol)ใช้ที่ความเข้มข้น 60 - 90%. ควรให้ระยะสัมผัส อย่างน้อย 5-10 นาที

2. Chlorox bleach หรือ sodium hypochlorites สารนี้ส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เป็นสารประกอบคลอรีน มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้ออย่างกว้างขวาง มีราคาถูก และออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว สารละลาย hypochlorite เสื่อมสภาพได้เร็ว ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อสัมผัสอินทรียสาร จึงควรเตรียมใหม่เมื่อใช้และเก็บในภาชนะที่ป้องกันแสง ใช้อัตราส่วน 1:10

3.ไฮโดรเจนเพอรอกไซด์ (hydrogen peroxide)ใช้ที่ความเข้มข้น 3-6 % แต่ตัวนี้ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานหน่อย (แช่ไว้)

4. ไอโอโดฟอร์ (Iodophore)ใช้ฆ่าสปอร์ได้ที่ความเข้มข้น 75 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานเช่นกัน

ที่มา: http://www.prd.go.th/