แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขจัดคราบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขจัดคราบ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

14 วิธีทำความสะอาดของใช้ในบ้าน..อย่างง่ายๆ

มาค้นตำรับเทคนิคดี ๆ ที่จะเปลี่ยนความเป็นอยู่ของคุณให้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย ด้วยวิธีทำความสะอาดที่ให้ผลลัพธ์เกิดคาด จนต้องบอกต่อเพราะเป็นวิธีทำความสะอาดที่เวิร์กมากจริง ๆ

คงจะจริงที่ว่า “ต่อให้เกิดมาสูงต่ำดำขาวอย่างไร ถ้าสะอาดก็มีชัยไปเกินครึ่งแล้ว” ดังนั้นไม่ว่าบ้านคุณจะหลังเล็ก หรือคฤหาสน์หลังใหญ่โตเพียงใด ชีวิตก็เริดเลอได้เช่นกัน ถ้ารู้จักที่จะทำความสะอาดด้วยทริคเวิร์ก ๆ อย่างที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ที่อยากให้ไปพิสูจน์กันเลยว่าถ้าทำแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี๊ดีขึ้นจริงหรือเปล่านะ อย่ารอช้ารีบไปดูแล้วทำตามกันด่วนค่ะ !

 1. เบกกิ้งโซดาชำระล้างคราบกาแฟเข้ม ๆ ในแก้ว


          งานนี้บอกเลยว่าเหล่าคอกาแฟมีเฮ เพราะแก้วกาแฟแก้วโปรดของคุณจะยังคงความใหม่ได้อยู่ตลอดกาลปราศจากคราบกาแฟเหลือ ๆ ที่ทำให้รสชาติเปลี่ยนแล้วล่ะ เพียงแค่เทเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะลงในแก้วพร้อมกับน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ และใช้แปรงล้างขวดคนให้เข้ากันก่อนจะถูแก้วให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หรือถ้าคราบเกาะหนึบเกินไปก็ให้ทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วค่อยนำมาล้างด้วยน้ำอุ่นซ้ำอีกครั้ง

 2. ข้าวสารและน้ำส้มสายชูล้างคราบน้ำแบบมัว ๆ บนแก้วใส 



          แขกที่มาเยี่ยมบ้านต้องประหลาดใจแน่นอน หากคุณเสิร์ฟน้ำด้วยแก้วที่ขุ่นมัว มาลบภาพลักษณ์แย่ ๆ เหล่านั้นด้วยการใช้ข้าวสารและน้ำอุ่นขัดแก้ว แล้วใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูเช็ดก่อนจะนำไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานตามปกติ คราวนี้แก้วของคุณก็จะกลับมาใสแวววาวเป็นที่ประทับใจกับแขกที่มาเยี่ยมแล้วล่ะ

 3. เช็ดพื้นกระเบื้องด้วยสูตรที่เลื่องลือจากน้ำส้มสายชู


          ไม้ถูพื้นที่สมน้ำสมเนื้อกับกระเบื้องมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นไม้ถูพื้นแบบไมโครไฟเบอร์ ที่กำจัดคราบได้ดีเยี่ยมและอ่อนโยนต่อกระเบื้อง แต่ก่อนลงมือถูพื้นควรขัดร่องกระเบื้องให้สะอาดด้วยหัวแปรงแบบวีเชฟเสียก่อน ต่อมาถ้ากระเบื้องคุณเป็นแบบไวนิลและเซรามิกให้ถูด้วยน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวงกับน้ำเปล่า 1 แกลลอน สำหรับกระเบื้องหินแนะนำให้ถูด้วยน้ำร้อน 1 แกลลอนผสมกับน้ำน้ำยาล้างจานสัก 2-3 หยดดีกว่า เพื่อป้องกันกระเบื้องหินถูกกัดกร่อนนั่นเอง

 4. ก้อนเบกกิ้งโซดาคืนความสะอาดปราศจากเชื้อโรคในโถส้วม 


          หากทุกครั้งที่แขกขอเข้าห้องน้ำ คุณจะรู้สึกกังวลใจทุกครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่าแขกจะตกใจกับคราบสกปรกหรือเปล่า หยุดความระทึกใจไว้ตรงนั้นแล้วมาทำก้อนเบกกิ้งโซดาล้างส้วมกันดีกว่า เริ่มจากผสมเบกกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวงกับดีเกลือ ¼ ถ้วยตวงแล้วปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นหยดน้ำยาล้างจานสูตรมะนาวเข้มข้นลงไป 9 หยดและน้ำมันสกัดกลิ่นหอม ๆ หากต้องการกลิ่นหอมสดชื่น เสร็จแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครกค้างคืนและทำความสะอาดตามปกติ โดยทำเช่นนี้ 1 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านี้ห้องน้ำก็สะอาดเอี่ยมไม่อายแขกแล้วล่ะ

 5. ปลดล็อกคราบหนัก ๆ ให้หลุดออกจากเตาอบ ด้วยน้ำส้มสายชูกับเบกกิ้งโซดา


          คราบอาหารที่ทั้งเหนียวและไหม้ติดเป็นก้อนอยู่ในเตาอบ ทำให้เราหมดอารมณ์ทำอาหารขึ้นมาทันที มาปลดมันออกพร้อม ๆ กัน โดยเริ่มจากถอดตะแกรงออกมาก่อน แล้วนำเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อยก่อนคนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเบกกิ้งโซดาแล้วถูไปให้ทั่วตู้ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก ตอกย้ำความสะอาดด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูแล้วเช็ดซ้ำอีกครั้งด้วยผ้าเปียก เปิดเตาอบในอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 15-20 นาที เท่านี้ก็กลับมาน่าใช้เหมือนเดิมแล้ว

 6. ครีมออฟทาร์ทาร์กร่อนคราบอ่างล้างจานแบบเคลือบ 


          บ้านใครที่นิยมแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์คลาสสิก อย่างอ่างล้างจานเคลือบที่มีสีไปทางโทนเบส ก็ต้องรักษาความสะอาดให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้น มันยิ่งดูเก่ากว่าที่เราตั้งจะให้เป็นซะอีก แค่ผสมครีมออฟทาร์ทาร์ 2 ช้อนโต๊ะ กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันแล้วนำใช้ฟองน้ำจุ่มแล้วนำไปขัดที่อ่างล้างจานแล้วล้างออก ถ้าคราบมันเกาะแน่นจนเกินไปก็ให้ทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างออก ที่สำคัญส่วนผสมนี้ต้องใช้งานภายใน 2 ชั่วโมงหลังผสมเสร็จไม่เช่นนั้นมันจะไม่ได้ผล

 7. น้ำสายชูคู่หูเบกกิ้งโซดสากัดคราบไอน้ำที่เตารีด


          เสื้อผ้าที่ไร้ซึ่งความยับเยินทำให้เราดูมีราศีขึ้นมาเป็นกอง แต่กว่าจะรีดได้นั้นต้องฝ่าฟันกับเตารีดจอมเหนียวหนืด จับตัวเป็นก้อนดำคล้ำที่อาจติดไปกับเสื้อเราได้ มากำจัดก้อนดำร้าย ๆ ด้วยพระเอกแพ็กคู่อย่างน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงและเบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันก่อนนำไปถูที่หน้าเตารีดไอน้ำ ตรงไหนที่เป็นร่องให้ใช้แปรงเก่า ๆ ขัดออกและเช็ดด้วยผ้าสะอาด เท่านี้คุณจะสามารถวางเตารีดไปบนผ้าได้อย่างสนิทใจแล้วล่ะ

 8. ล้างคราบน้ำที่ประตูกระจกกั้นด้วยน้ำส้มสายชู


          คราบความมัวหมองไม่ได้อยู่ที่ชักโครกเพียงที่เดียว แต่ประตูกระจกกั้นระหว่างที่อาบน้ำกับพื้นที่อื่น ๆ ก็มัวหมองด้วยคราบน้ำได้นะ หากจะล้างให้กลับมาใสวิ้งคงต้องใช้สูตรนี้ ให้เอาน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง ไปเวฟด้วยความร้อนต่ำประมาณ 2 นาที แล้วนำมาผสมกับน้ำยาล้างจาน 1 ถ้วยตวง แล้วใช้ฟองน้ำชุบและขัดให้ทั่วกระจก จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งกระจกก็จะใสปิ๊งทันใจเลย

 9. ปั่นเครื่องเปล่าทำความสะอาดเครื่องซักผ้าแบบฝาบน


          ถ้าถามว่า “ใช้เครื่องซักผ้าไปแล้วกี่ครั้ง” คำตอบนั่นก็คือ “นับครั้งไม่ถ้วน” แสดงให้เห็นว่าต้องมีคราบสกปรกบนเสื้อผ้าตกค้างอยู่บ้างล่ะ ฉะนั้นได้โปรดอย่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้เลย ให้นำน้ำส้มสายชูและผงซักฟอกเทลงไปในช่องผงซักฟอก เปิดเครื่องให้ทำงานด้วยน้ำร้อนสูงสุดและเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้อากาศถ่ายเทปิดช่องทางการเติบโตของเชื้อโรค

10. น้ำมันมะกอกคงความเงางามให้เฟอร์นิเจอร์หนัง


          ไม่ว่าคุณจะสั่งตรงเฟอร์นิเจอร์เครื่องหนังอย่างดีจากอิตาลี ก็ต้องมีริ้วรอยให้กวนใจกันบ้างล่ะ ถ้าอย่างนั้นมาลบรอยเหล่านี้ด้วยการใช้น้ำมันมะกอกถูบาง ๆ ให้ทั่ว เพราะมันจะซึมลึกลงไปบำรุงรอยขีดข่วนที่ไม่สวยให้ชุ่มชื้นกลับมา หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูก็ช่วยได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อโซฟาหนังใหม่ เพราะทำตามวิธีง่าย ๆ ที่แสนประหยัดแบบนี้ก็พอแล้ว

11. เช็ดน้ำส้มสายชูที่ฝาหน้าของเครื่องซักผ้าให้สะอาด ซักผ้าได้ ไร้เชื้อโรค


          อย่าเพิ่งชื่นชมผ้าหอมสะอาดที่ออกมาจากเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าเด็ดขาด ถ้าคุณยังไม่เคยทำความสะอาดฝาหน้าเลยตั้งแต่ซื้อมา รีบด่วนค่ะ ! ไปผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำสะอาดในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แล้วใช้ฟองน้ำถูทุกซอกทุกมุมไม่เว้นแม้แต่ช่องใต้ยางล็อกฝา จากนั้นค่อยเอาฝาไมโครไฟเบอร์เช็ดออกให้เกลี้ยงก็เลี่ยงความสกปรกได้แล้ว

12. คราบไวน์แดงสุดหรู ถูกเกลือดูดเกลี้ยงทุกอณู


          คราบนี้บ่งบอกได้เลยว่าคุณมีฐานะมากพอเลยทีเดียว แต่อาจจะเสียเซลฟ์กันบ้างถ้าคราบนี้เกิดขึ้นในเวลาสำคัญ ๆ มาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนกัน ด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านจุดที่มีคราบไวน์ จากนั้นใช้เกลือถูรอบ ๆ คราบ แล้วทิ้งไว้ 10 นาทีให้เกลือดูดคราบออก ก่อนนำไปซักด้วยน้ำเย็นก็จะเห็นผลทันที

13. น้ำส้มสายชูเสกจุดหมองเล็ก ๆ บนพรม ให้จบลงทันใด


          คุณแม่บ้านหลายท่านต้องกุมขมับ เพราะพรมสกปรกเป็นจุดเล็ก ๆ เต็มไปหมด ครั้นจะจ้างช่างมาซักก็ดูเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าอย่างนั้นมาลองสูตรแจ่ม ๆ ที่คุณไม่ต้องยกหูจ้างใครมาช่วย แค่ผสมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวงกับน้ำเปล่า ¼ ถ้วยตวงขัดล้างตรงบริเวณที่มีคราบ หรือสาว ๆ คนไหนที่ชอบแต่งเล็บก็สามารถหยิบน้ำยาล้างเล็บมาเช็ดออกแทน พรมก็กลับมาสะอาดเหมือนเดิมแล้วค่ะ

14. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์พิชิตคราบหมองบนเฟอร์นิเจอร์บุนวม


          หลาย ๆ คนที่เติบโตมาพร้อมกับยุคน้ำอัดลมจรวด รับรองว่าต้องรู้จักเฟอร์นิเจอร์บุนวมแน่นอน เป็นไอเทมสุดเดิร์นที่ทุกบ้านต้องมี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสภาพของเฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะมีคราบสกปรกเกิดขึ้น มารักษาความคลาสสิกให้อยู่ได้นาน ๆ ด้วยสูตรผสมน้ำยาล้างจาน ½ ถ้วยตวง และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ฉีดพ่นไปที่คราบสกปรกและเช็ดออกให้เกลี้ยงก็จบ

          หากใครที่รู้สึกหดหู่กับชีวิตที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เติมเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดตามทริคที่ว่านี้ดูสิคะ แล้วคุณจะรู้ว่าเมื่อสิ่งรอบตัวคุณสะอาดชีวิตก็จะเปลี่ยนรสชาติให้ไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

 Credit. kapook

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ราขึ้นที่บ้าน อันตรายไหม ทำอย่างไรดี?


รามากับความชื้น ที่ใดมีความชื้น ที่นั่นมีรา  น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นี้ หลายบ้านต้องอยู่ในสภาพจมน้ำ น้ำมาเร็วมา บ้างก็ขนย้ายของหนีน้ำทัน บ้างก็ต้องปล่อยให้สิ่งของแช่น้ำ เพราะยกหนีไม่ทัน หรือไม่ก็ใหญ่ หรือหนักเกินกว่าจะขนย้าย  แน่นอนว่า หลังน้ำลด ปัญหาที่ตามมา ก็คือการจัดเก็บ ทำความสะอาดบ้านกันครั้งใหญ่  ของอะไรที่สามารถยกไปตากแดดได้ แนะนำให้เอาไปตากแดดจัดๆ ให้แห้งสนิทจริงๆ นะคะ จะได้ปลอดภัยจากเชื้อรา

ส่วนตัวผนังบ้าน ก็คงต้องใช้เวลาหน่อย คงต้องงดใช้แอร์สักระยะหนึ่ง เปิดประตูหน้าต่างให้ลมผ่านเข้ามา โดยเฉพาะกำแพงปูนเก่า ซึ่งจะซึมซับน้ำเข้าไปในเนื้อใน หากไม่ตากลมให้แห้งจริงๆ  ปัญหาราขึ้นตามผนังปูน ก็จะต้องมีตามมา ไม่ช้าก็เร็ว

ตอนนี้ เรามาหาความรู้เกี่ยวกับ "รา" กันดีกว่าค่ะ

บทความชิ้นพิเศษเกี่ยวกับ เชื้อเรา เอาใจทั้งคนรักษ์บ้าน และรักษ์สุขภาพ อันเนื่องมาจากเชื้อราที่เกิดขึ้นบนเฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เพราะความอับชื้น หากปรากฏขึ้นมาก นอกจากจะไม่สวยงามแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย ราบางชนิดก็มีประโยชน์ใช้ทำยา ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น แต่ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้แน่นอน มันเป็นราผู้ร้าย

รามีหลายประเภท (species) และแต่ละชนิดก็มีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน และที่แน่นอนคือเมื่อมีราเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใดของบ้าน ต้องกำจัดออก ไม่ต้องคิดเมตตาปราณีเป็นอันขาด

หลายคนอาจยังเข้าใจว่าเชื้อราก่อให้เกิดโรคเฉพาะผิวหนังภายนอก เช่น กลากเกลื้อน เชื้อราที่มือและเท้า เป็นต้น แต่ความจริงแล้วมันลุยเข้าไปในตัวเราได้มากกว่าที่คิด ตับ ไต ไส้พุง ระบบน้ำเหลือง มันเที่ยวไปรังควานซะทั่ว

เชื้อราเส้นเล็กๆ นี่ อันตรายกว่าที่คิดแน่นอน เพราะอาจส่งผลต่อการเกิดภูมิแพ้ และเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคปอดอักเสบ บางชนิด สามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า mycotoxin ซึ่งมีพิษมาก และถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งด้วย มีผลต่อภูมิคุ้มกันบกพร่อง ราบางชนิด เช่น กลุ่มราบางชนิดที่ชอบขึ้นบนพรมที่ชื้น ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีเลือดออกภายใน เกิดแผลในกระเพาะ และอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือกลุ่มเพนนิซิเลียมที่พบได้ทั่วไปในดิน อาหาร ขนมปัง ธัญพืช มักพบบนผนังฝาบ้าน พรม วอลเปเปอร์ที่ชื้น พวกนี้จะทำให้มีอาการหอบหืด โรคปอดอักเสบภูมิไวเกิน

ราพวกนี้บางชนิดเข้าปอดโดยการหายใจ ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ม้าม กระดูก ตลอดจนเข้าไปในระบบน้ำเหลือง และตายได้ บางกลุ่มทำลายตับ ไต

เราได้รับเชื้อรา ทางไหนบ้าง?...เรารับเชื้อราได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่นจากการสัมผัส ทางจมูก โดยการหายใจ พบว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ

เนื่องจากเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศโดยเฉพาะสปอร์ล่องลอยเที่ยวไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงบริเวณเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อรา หรือบริเวณที่มีเชื้อราอยู่มากเช่น บริเวณที่มีฝุ่นละอองเยอะ บริเวณที่มีคนอยู่หนาแน่น

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่กำลังมีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และเคมีบำบัด กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เช่นคนที่เป็นโรควัณโรค หรือ cystic fibrosis เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วคงต้องหาเวลาตรวจส่วนต่างๆของบ้าน ว่ามีราแอบแฝงที่ส่วนใดบ้าง ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เสื้อผ้า กระเป๋า...เพราะบางครั้งที่คนในบ้าน เด็กเล็ก ป่วยหอบหืด ภูมิแพ้ อาเจียน ไข้ โดยไม่มีสาเหตุ และนำไปสู่โรคต่างๆข้างต้นได้ แม้กระทั่งผู้ใหญ่หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน โดยอาจจะมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "รา" นี่เอง

ขั้นตอนการกำจัดราในบ้าน 

เราจะเริ่มที่ขั้น ทำความสะอาดก่อน

1. แรกสุดที่ต้องคิดถึง คือกำหนด "รา cleaning day" (ทำงานให้เป็นสุข สนุกกับการทำงาน) ดูว่าราขึ้นมากไหม (บริเวณกว้างไหม) และมันเพิ่งขึ้น หรือมันนานพอควรแล้ว รู้ได้ยังไง ...ก็ดูว่าฟูมากไหม เป็นขยุ้ม หรือเป็นจุดเล็กๆ อันนี้จำเป็น แล้วแต่ละสภาพแวดล้อมที่ทำ ถ้าเป็นในห้องน้ำมักจะเป็นพวกไม่ฟู ถ้าเป็น อาหาร ไม้ โดยเฉพาะ particle board ที่เป็นส่วนของเฟอร์นิเจอร์ จะฟู (ถ้าขึ้นมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว)

2. สำรวจความพร้อมของคณะทำงานและผู้ช่วยก่อน ถ้ามีรามาก และฟู และคุณมีสภาพร่างกายที่มีความเสี่ยงแบบที่กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ ก็ควรใส่ที่ป้องกัน สวมหน้ากากกันหวัดนั่นล่ะ ถุงมือพลาสติกที่มีขายตามสรรพสินค้าทั่วไปหรือเป็นถุงมือแพทย์ก็ได้ ถ้าฉุกเฉินจริงๆหาไม่ทัน เอาของที่มีทุกบ้านมาใช้แทน คิดออกไหมเอ่ย!!! ถุงกอบแกบขนาดเล็กเอามือใส่เข้าไป แล้วเอาห่วงยางรัดก็จะได้ถุงมือแบบไม่มีนิ้ว เก๋ไปอีกแบบ เสื้อผ้าที่สวมใส่เอาที่รัดกุมหน่อย อย่ากรุยกรายมากนักเดี๋ยวยังไม่ทันทำความสะอาด แขนเสื้อ ชายเสื้อ จะไปกวาดแทนหมด

3.ดูพื้นที่ๆเราจะจัดการก่อนว่าราขึ้นที่ไหน สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเป็นอย่างไร เช่นแห้ง ชื้น เปียก

4.สำรวจบริเวณที่จะทำความสะอาด ว่ามีของเกะกะ หรือของใช้อื่นๆอยู่ใกล้หรือไม่ เช่นเฟอร์นิเจอร์ โซฟา หมอนหนุน อยู่ในบริเวณเดียวกัน หากมันขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็นจุดร่วม ต้องค่อยๆหยิบออกมาวางทีละชิ้นแล้ว clear เพราะจะถือว่าทุกส่วนกระทบหมดคือ อาจมีรา เพราะรามีลักษณะเป็นเส้นใยมันสามารถชอนไช แผ่ขยายเหมือนตาข่าย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำความสะอาดที่จุดใดต้องจัดการบริเวณไกล้เคียงด้วย บริเวณอื่นก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่งั้นมันจะเหลือพรรคพวกเตรียมซุ่มรอก่อการร้ายได้อีก เมื่อสภาพแวดล้อมรู้เห็นเป็นใจ

5.สังเกตพื้นผิวที่จะกำจัดก่อนว่าพื้นเรียบหรือขรุขระหรือมีรูพรุน (วัสดุมีรูพรุนหรือน้ำซึมได้ดี เช่น ฝ้า แผ่นฉนวน พรม เสื้อผ้า กระดาษ หนังสือ ) หรือไม่ซึมน้ำ เช่น แก้ว โลหะ พลาสติกแข็ง หรือซึมได้เล็กน้อย เช่น ไม้ คอนครีต

6.กำหนดบริเวณที่ทำความสะอาด แล้วหากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรอบๆ (ติด) พื้นบริเวณนั้น ๆ (กรณีในบ้าน) แล้วสเปรย์น้ำหมาดๆลงบนกระดาษ (ก่อนจัดการรา) ถ้าเป็นห้องนอนต้องหาผ้ามาคลุมเตียง

7.เอาถุงกอบแกบ ใบใหญ่หน่อยชนิดที่เอาของทุกอย่างทิ้งในถุงนั้นได้หมด โดยไม่ต้องคอยขยับถุง (กระเทือน) มาวางใกล้

8.อย่าเปิดพัดลม เพราะอาจเป็นตัวกระจายสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่วอีก

พร้อมแล้วนะคะ ลงมือลุย 

• จากข้อ3 ถ้าพื้นที่ที่ราขึ้นแห้ง ห้ามเช็ดแบบแห้งเป็นอันขาดเพราะถ้ามีสปอร์มันจะฟุ้งล่องลอย ไปเที่ยวรอบห้อง หรือไม่ก็เข้าจมูก ปาก ตาของเรา อันตรายอีก ดังนั้น ต้องทำให้มันชื้นเล็กน้อย โดยใช้กระดาษ tissue มากๆหลายๆชั้น ชุบน้ำ หมาดมากๆ (ไม่เปียกแฉะ) ปกติควรใช้ tissue ขนาดแผ่นใหญ่ที่เป็นม้วน มันจะหนาดีมาก

• แล้วเช็ดจากล่างขึ้นบน (ซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็ไม่ ได้) นี่กรณีราฟู นะคะ ถ้าไม่ฟูก็ตามใจถนัด

• เช็ดทีเดียวทิ้งทุกครั้ง ไม่มีการซ้ำ อย่าประหยัด

• เตรียมน้ำสบู่เหลว เอาแบบที่บอกว่าฆ่าเชื้อหรือธรรมดาก็ได้ (ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยไม่บอกชื่อ).. (ยิ้ม) ผสมน้ำเล็กน้อย เช็ดซ้ำอีก

• เสร็จก็ใช้น้ำเช็ดซ้ำ คราวนี้เช็ดยังไงก็ได้ ตามใจชอบ

ทำความสะอาดเสร็จ นั่งพักก่อนได้ ถ้าเหนื่อย เพราะขั้นตอนต่อไปจะเป็นการฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีหลายวิธีให้เลือก 

1. น้ำส้มสายชู เทน้ำส้มสายชูออกจากขวดใส่กระดาษทิชชู หมาดๆ (ไม่แนะนำให้ใช้ผ้าเพราะใช้แล้วต้องซัก ไม่ดีแน่ เอาแบบใช้แล้วทิ้งปลอดภัยกว่า) หรือใส่ขวดสเปรย์ก็ได้ สเปรย์ตั้งทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีแล้วก็เช็ดเลย กำจัดได้ในระดับน่าพอใจ (80%) แต่ไม่ฆ่าสปอร์

2. Tea tree oil ใช้ 2 ช้อนชาในน้ำ 2 ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด เหลือเก็บใส่ขวดเก็บไว้ใช้ได้นาน

3. Grapefruit seed extract ใช้ 20 หยด ใส่ในน้ำ 2 ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด

ส่วนสารฆ่าเชื้อราที่เข้มข้นกว่า ประกอบด้วย... 

1. แอลกอฮอล์ (ethanol, isopropanol)ใช้ที่ความเข้มข้น 60 - 90%. ควรให้ระยะสัมผัส อย่างน้อย 5-10 นาที

2. Chlorox bleach หรือ sodium hypochlorites สารนี้ส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เป็นสารประกอบคลอรีน มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้ออย่างกว้างขวาง มีราคาถูก และออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว สารละลาย hypochlorite เสื่อมสภาพได้เร็ว ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อสัมผัสอินทรียสาร จึงควรเตรียมใหม่เมื่อใช้และเก็บในภาชนะที่ป้องกันแสง ใช้อัตราส่วน 1:10

3.ไฮโดรเจนเพอรอกไซด์ (hydrogen peroxide)ใช้ที่ความเข้มข้น 3-6 % แต่ตัวนี้ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานหน่อย (แช่ไว้)

4. ไอโอโดฟอร์ (Iodophore)ใช้ฆ่าสปอร์ได้ที่ความเข้มข้น 75 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานเช่นกัน

ที่มา: http://www.prd.go.th/

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิธีขจัดคราบกาแฟในกา

ปัจจุบันนี้กาแฟเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยไปแล้ว ทีนี้ปัญหาคราบดำของกาแฟติดกาต้มกาแฟก็จะตามมา  ทำให้ภาชนะดูไม่สวยงามและสกปรก

การล้างคราบกาแฟด้วยน้ำยาล้างจานธรรมดา ดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว วันนี้น้ำใจจึงนำเคล็ดลับในการล้างคราบกาแฟที่ติดกา มาแนะนำค่ะ  ก่อนอื่น ให้นำภาชนะนั้นไปล้างน้ำธรรมดาเที่ยวหนึ่งให้หมดกากกาแฟก่อน แล้วจึงเทน้ำซึ่งผสมกับเกลือแกง (ให้เค็มจัดๆ หรือใช้เกลือมากๆ) ลงไป ให้ปริมาณน้ำเกลือท่วมคราบที่ติดอยู่ในกา  เสร็จแล้วจึงเสียบปลั๊กต้มน้ำเกลือในกานั้น  เมื่อน้ำเดือด น้ำที่ผสมน้ำเกลือนั้นก็จะล้างคราบดำของกาแฟออกจนหมดเลย งานนี้ไม่เปลืองแรงขัดด้วยนะจะบอกให้