แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การป้องกันน้ำท่วมบ้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การป้องกันน้ำท่วมบ้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เผยวิธีกันน้ำเข้าบ้านแบบ DIY

หลังจากที่ศึกษาและติดตามข่าวน้ำท่วมมาเป็นระยะ จากน้ำท่วมที่นครราชสีมา ไล่มาถึงบ้านญาติที่ลพบุรี สิงห์บุรี เรื่อยมาจนมาถึงอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม พุทธมณทล จนเข้ากรุงเทพฯ แล้วตอนนี้!!!

เนื่องจากสังเกตเห็นความผิดปกติของการบริหารจัดการน้ำอยู่เนืองๆ เห็นนิคมอุตสาหกรรมจมบาดาลไปทีละแห่งๆ  เราจึงเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ทั้งซื้อน้ำดื่มมาเก็บตุนไว้ และหาถังน้ำมารองรับน้ำไว้แล้ว  แม้ในช่วงแรกคนรอบข้างและทางบ้านจะมองว่า "เวอร์"  แต่ในวันนี้ ข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ "เวอร์" นั้น น่ะถูกต้องแล้ว

ณ ตอนนี้ ใกล้ถึงเวลาที่น้ำจะมาเยือนเราชาวกรุงเทพฯ แล้ว น้ำจะต้องกลับสู่ทะเล น้ำจำต้องผ่านบ้านเรา และเราจำต้องเตรียมตัวต้อนรับน้ำเหล่านั้น และต้องต้อนรับให้สมเกียรติ์ที่เรียกว่า "มวลน้ำ"

น้องน้ำเยี่ยมเยียนบ้านเพื่อน บ้านญาติมาตามลำดับ เอาไม่อยู่กันซะคน!!!  อย่างไรก็ตาม เราจะสู้ให้ถึงที่สุด 15 ปีที่แล้ว เราก็เคยอยู่กับน้ำมาแล้ว ก็ยังอยู่ได้ เคยลุยน้ำไปทำงานมาเป็นอาทิตย์ๆ ก็ทำมาแล้ว  มาปีนี้ เมื่อรู้ข่าวว่าน้ำจะมาเยือนอีกสักครั้ง เราก็จะยินดี และเตรียมพร้อมต้อนรับน้องน้ำ อย่างมีสติ

เราก็ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้เรื่องก่อสร้างอะไร จะหาช่างมาทำกำแพงกั้นน้ำหน้าบ้านก็ไม่มีช่างที่ไหนว่างเลย กระสอบทรายก็แสนจะหายาก  ก็พึ่งได้จากใน social media นี่แหละ ที่บอกสารพัดวิธี Do it yourself (DYI) ป้องกันน้ำท่วมโดยไม่ต้องใช้กระสอบทราย

เราก็เลยทำตามวิธีการต่างๆ ที่ได้มีการแชร์กันมา  ผลก็เป็นแบบนี้

เริ่มต้นจากห้องน้ำ

 วิธีอุดทางน้ำเข้าจากโถส้วม

1. วัสดุที่ใช้ ผ้า 1 ผืน และ ดินน้ำมัน 1 กก.
2. คลี่ผ้าออก แล้วนำดินน้ำมัน วางกึ่งกลางผ้า
3. ห่อผ้ากับดินน้ำมัน และมัดไว้เป็นก้อน
4. นำก้อนที่มัดไว้มาอุดเข้าที่คอห่านส้วม ยัดให้แน่นๆ เพื่อให้ต้านแรงดันน้ำได้
5. นำขวดน้ำ 6 ลิตร บรรจุน้ำ และวางทับก้อนดินน้ำมันที่อุดคอห่านอีกครั้ง เพื่อความชัวร์ :)

(ดูรูปประกอบ)
จาก การป้องกันน้ำเข้าบ้านแบบ DIY

วิธีอุดไม่ให้น้ำเข้าทางท่อน้ำทิ้งภายในบ้าน

1. รูน้ำที่มาจากท่อระบายน้ำ
2. อุปกรณ์ที่ใช้มี ท่อ PVC ดินน้ำมัน ซิลิโคน เทปผ้า และแผ่นพลาสติกหนา 0.5 mm.
3. ยิงซิลิโคนรอบๆ ท่อ PVC แล้ววางครอบรูระบายน้ำไว้ จากนั้น รอให้ซิลิโคนแข็งตัวแล้วตามด้วยดินน้ำมันอุดรอบ ท่อ PVC ทั้งด้านในและด้านนอก
4. เสริมท่อให้สูงขึ้นโดยใช้แผ่นพลาสติกพันรอบท่อ PVC และใช้เทปผ้ากันน้ำ ยึดแผ่นพลาสติกไว้
(ใช้ในกรณีท่อ PVC ที่ซื้อมาสั้นไป เพราะกะความสูงน้ำผิด :P)
5. ตัดแผ่นพลาสติกเป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่าวงท่อ PVC เล็กน้อย แล้วเอาดินน้ำมันติดรอบๆ
6. แปะติดด้านบนท่อ แต่ไม่ต้องแน่นมากนัก เอาแค่พอกันสัตว์ เลื้อยคลาน ตะขาบ แมลงสาบ ฯลฯ ได้ก็พอ


หมายเหตุ:
การทำวิธีนี้ จะดีกว่าการอุดท่อ เพราะแรงดันน้ำมีมหาศาล อุดไปก็เอาไม่อยู่ แต่แบบนี้คือยอมให้น้ำเข้าบ้านเราได้ แต่จำกัดบริเวณให้เข้าได้แค่ในท่อ PVC เท่านั้นนะจ๊ะ :)

(ดูรูปประกอบ)
จาก การป้องกันน้ำเข้าบ้านแบบ DIY

" สำหรับวิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านสำหรับตึกแถว ทาวเฮ้าส์ และประตูกระจกบานสไลด์ จะขอใส่ไว้ในโพสหน้านะคะ เพื่อจะได้แยกเป็นหัวข้อๆ และกันข้อความยาวเกินไป จนคนอ่านขี้เกียจอ่านคะ "
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรับประกันได้ว่า สิ่งที่เราเตรียมรับมือไว้นั้น จะสามารถต้านทาน "มวลน้ำ" ได้ไหม เพราะเราไม่มีทางรู้แน่นอนเลยว่า น้ำจะท่วมบ้านเราสูงแค่ไหน และเราจะ "เอาอยู่" แบบนายกหญิงยิ่งลักษณ์พูดหรือไม่  ดังนั้น เราจึงต้องมีแผน 1 แผน 2 และ แผน 3 เตรียมไว้

แผนหนึ่งอย่างที่เห็น คือการทำกำแพงกั้นน้ำเข้าบ้าน และอุดรู หรือทำกาลักน้ำ ไว้ตามจุดต่างๆ ในชั้นล่าง

แผนที่สอง คือ หากแผนแรกล้มเหลว เราก็ต้องเชิญคุณน้ำเข้าบ้าน  ดังนั้น เราก็ต้อง ห่อ ยก ปก ป้อง ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านไว้ รวมทั้ง สำรวจ Breaker ไว้ว่าอันไหนชั้นล่าง อันไหนชั้นบน เวลาฉุกเฉิน จะได้สับ breaker ลงได้ไม่สับสน

แผนที่สาม (จะว่าเป็นแผนที่สาม ก็อาจไม่ถูกซะทีเดียว เรียกว่าเป็นแผนเตรียมรับมือ กับการอยู่กับน้ำท่วมขัง น่าจะถูกต้องกว่า) แน่นอนว่า หากแผนหนึ่งล้ม แผนสองเอาไม่อยู่ เพราะน้ำท่วมสูงเกินไป หรือนานเกินไป และต้องถูกตัดน้ำ ตัดไฟ  งานนี้ก็ต้องเตรียมของยังชีพ และอุปกรณ๋สื่อสารให้พร้อม  ทีนี้ก็ต้องมานั่งนึกล่ะ ว่าถ้าถูกน้ำขังอยู่ในบ้าน แล้วเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

เท่าที่นึกออกก็

1. อาหารแห้ง อาหารสดเตรียมไว้  ดูว่ามีอะไรบ้าง อะไรที่เสียง่ายจะเอามาทำอะไร  เช่น หมูสด อาจนำมาทอดกรอบ ก็จะเก็บไว้ได้นานหน่อย   แนะนำให้หาถังแช่แข็งเตรียมไว้  และทำน้ำแข็งในตู้เย็นเก็บไว้เยอะๆ  พอไฟฟ้าถูกตัด ก็เอาน้ำแข็งมาใส่ถังแช่ ช่วยเก็บอาหารสดไปได้อีกสัก 2-3 วัน
2. ตรวจดูเตาแก้ส ให้มีแก้สใช้ได้ ไม่ขาด
3. น้ำที่สำรองไว้ในถัง ก็เก็บน้ำให้เต็มไว้ตลอด แกว่งสารส้มด้วย เพื่อให้ได้น้ำใสสะอาด
4. น้ำดื่ม ก็เตรียมไว้ให้พอมีใช้ได้สัก 10-15 วัน  ดื่มน้ำไป แล้วต้มน้ำมาใส่ เก็บไว้ให้เต็ม
5. เตรียมถุงดำไว้หลายๆ ขนาด ถุงดำขนาดพอเหมาะ เอาไว้ทำส้วมฉุกเฉิน และซื้อปูนขาวเตรียมไว้ เอาไว้โรยป้องกันเชื้อโรค
6. ซื้อเชนไดร์ท มาเก็บไว้ เผื่อไว้ป้องกันแมลงสาบ ตะขาบ และสัตว์อื่นๆ ที่จะมากับน้ำ
7. ยารักษาโรค ทั้งยาแก้ท้องเสีย แก้คัน แอลกอฮอล์ ฯลฯ  อ้อ รวมทั้งยาประจำตัวของคุณแม่ ที่ต้องทานประจำ ก็ไปหาซื้อมาตุนไว้ก่อน เดี๋ยวน้ำท่วมออกไปซื้อไม่ได้
8. โทรศัพท์มือถือ ลืมไม่ได้  มีกี่เครื่องๆ ต้องชาร์ตแบตให้เต็มไว้  เพราะถ้าไม่มีไฟฟ้า แล้วมือถือแบตหมด ก็เหมือนถูกตัดการสื่อสารจากโลกภายนอกเลย
9. วิทยุใส่ถ่าน เตรียมไว้รับข่าวสาร
10. ศึกษาหาความรู้สู้น้ำท่วมเอาไว้  ถ้าให้ดีก็พิมพ์เอาไว้อ่านก็ดี จะได้นำความรู้มาใช้ได้ในยามจำเป็น

ที่ศึกษาหามาก็

คู่มือป้องกันโรคจากน้ำท่วม จากลิงค์ข้างล่างเลยค่ะ
http://www.ddc.moph.go.th/emg/flood/showimgpic.php?id=512

และ คู่มือน้ำท่วม ซึ่งเผยแพร่โดย งานสื่อสารนานาชาติ (CICC) ศูนยสื่อสารองค์กรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (คลิกเพื่อ download คู่มือน้ำท่วม )

แนะนำให้อ่านกันทันที เพราะเราจะได้เรียนรู้ และเตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

แผนสุดท้าย  ถ้าหากแผนที่ 3 รับมือไม่ไหว เนื่องจากถูกขังอยู่นาน เสบียงหมด หรือน้ำเน่าเสีย ฯลฯ เหตุปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราอยู่บ้านไม่ได้แล้ว เราก็ต้อง "อพยพ"

ทั้งนี้ แบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้
1. ทรัพย์สินมีค่าต่างๆ พวกแก้วแหวน เงินทอง แนะนำว่า ให้เอาไปใส่ตู้เชฟธนาคาร ซะตอนที่ธนาคารยังเปิด และยังมีโอกาสออกจากบ้านได้
2. เบิกเงินสดติดตัวไว้บ้าง เพราะยามฉุกเฉิน เราอาจหาตู้ ATM เบิกไม่ได้ และไม่มีเงินสดใช้จ่ายยามจำเป็น เช่น ใช้เป็นค่าจ้างเรือ เพื่อเดินทางไปไหนๆ
3. ควรเตรียมเอกสารสำคัญๆ และของใช้จำเป็นไว้แต่เนิ่นๆ กรณีต้องอพยพออกจากบ้านจะได้ไม่ฉุกละหุ และไม่ลืมของสำคัญ (เพราะการกลับมาเอาของที่บ้านขณะน้ำท่วม คงไม่ไช่เรื่องสะดวกนัก)  หากล่องพลาสติกไว้สักใบ ขนาดพอเหมาะไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป สำหรับใส่เอกสารและของจำเป็นต่างๆ เพื่อจะได้ขนย้ายได้สะดวก และป้องกันการเปียกน้ำขณะขนย้าย
4. เตรียมหาข้อมูลศูนย์อพยพใกล้บ้าน หาเบอร์ติดต่อกรณีฉุกเฉินเอาไว้  หรือถ้าให้ดี หาที่พักสำรองไว้ อาจเป็นบ้านญาติ หรือโรงแรมที่พักที่สามารถไปพักได้  (ต้องแน่ใจว่าที่พักสำรองนั้น ไม่อยู่ในพื้นที่โดนน้ำท่วมด้วยนะคะ)

แผนทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละ ตอนนี้เริ่มทำตามแผนไปบ้างแล้ว เดี๋ยวจะเตรียมต่อให้ครบทุกข้อ แต่ตอนนี้ขอเอาข้อมูลมาลงไว้ก่อน เผื่อเพื่อนๆ ได้อ่าน แล้วอยู่ในเขตที่กำลังจะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน และคิดจะอยู่ต้อนรับน้ำ อาจจะได้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมมาบ้าง และหากมีเพื่อนคนไหน มีประสบการณ์ หรือมีข้อแนะนำอะไร ก็ช่วยบอกด้วยนะคะ จะได้มาแชร์กันค่ะ

ขอบคุณที่อ่านจบค่ะ
น้ำใจ

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ป้องกันน้ำเข้าบ้าน - จุดเผ้าระวัง (รั่ว) ที่น้ำอาจเข้าบ้านคุณได้

ขอบคุณภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์ (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)

อุทกภัยถือเป็นภัยพิบัติประจำชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกปี ทุกรัฐบาลล้วนแต่ประสบปัญหาในการวางมาตรการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว รวมไปถึงการควบคุมสถานการณ์
ในปีนี้ พ.ศ. 2554 สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดกระจายไปแล้วถึง 59 จังหวัด มีประชาชนเสียชีวิตแล้วกว่า 250 คน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมายอมรับว่า
เหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าทุกปี ถึงแม้หน่วยงานทั้งทางภาครัฐและเอกชน จะเตรียมรับและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเหมือนกับทุกปี แต่ก็ยังไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ ประชาชน ในทุกพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที เพื่อความเข้าใจของประชาชนเอง เราลองมาดูเส้นทางการเดินทางของน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝัน เราควรป้องกันอย่างไร

ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับการรักษาความปลอดภัย ในสถานการณ์น้ำท่วม

- อย่า ขับรถ, เดิน, ว่ายน้ำ หรือขับขี่จักรยาน(ยนต์)ลุยน้ำท่วม เนื่องจากสิ่งที่กล่าวมาเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตขณะที่เกิดนำ้ท่วม เพราะน้ำอาจลึกและไหลเร็วกว่าที่เห็น และอาจมีเศษหิน เศษปูนจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงพื้นผิวถนนที่จมอยู่อาจถูกชะหายไปแล้วก็เป็นได้

- ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ กระแสไฟฟ้าอาจวิ่งผ่านน้ำได้เมื่อเกิดน้ำท่วมแต่ละครั้ง

- จดบันทึกรายการสิ่งของของเราให้ครบ วางสิ่งของเครื่องใช้บนโต๊ะ หรือตู้ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เก็บไว้บนที่สูง

- มัดสิ่งของที่คิดว่ามันสามารถลอยไปตามน้ำ และก่อให้เกิดอันตรายให้แน่นๆ

- ย้ายถังสำหรับใส่สิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมถึงสารเคมีและสารพิษไปไว้ชั้นบนสุดของบ้าน

- รับฟังข่าวสารจากวิทยุชุมชน หรือสื่อต่างๆ เพื่อทราบข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา

- หมั่นติดต่อกับคนรู้จักหรือญาติ

- เตรียมและขนย้ายสัตว์เลี้ยงไม่ในที่ที่มันสามารถอาศัยอยู่ได้

- หมั่นติดต่อกับเพื่อนบ้าน

- "น้ำ"สามารถใช้แทนในการทำถุงทรายได้(เมื่อจำเป็น)

- ทำให้แน่ใจว่า ลูกจ้างจะสามารถเดินทางกลับที่พักได้ทัน ก่อนที่เส้นทางไปสถานที่สำหรับอพยพจะถูกปิด หรือน้ำท่วม

- จงทำอะไรให้เสร็จก่อนกำหนด เพราะถนนหนทางอาจแออัดได้

- ขนย้ายสัตว์เลี้ยง,ปศุสัตว์ไปไว้ในที่สูง

- เก็บรวบรวมยา เอกสารส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน รวมถึงของที่ระลึกและรูปถ่ายเอาไว้ด้วยกัน

Credit: ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.cendru.net/

ประสบการณ์จริงของคนเคยโดนน้ำท่วม บอกต่อแด่คนที่กำลังเตรียมตัวรับมือน้ำท่วม


ประสบการณ์จริงของคนเคยโดนน้ำท่วม บอกต่อแด่คนที่กำลังเตรียมตัว จะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น ลองอ่านดูค่ะ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเราชาวกรุงเทพฯ ที่น้ำกำลังมา

"ประสบการณ์จากน้ำท่วม ผมรวบรวมสิ่งที่เรียนรู้ จากน้ำท่วมครั้งนี้ มาบอกกล่าวครับ"

1. อย่าเสียเวลากับการป้องกัน หากบริเวณบ้านของท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ทางการประกาศว่าระดับน้ำอาจสูงถึง 1.5 เมตร
อย่าได้เสียเวลากับการป้องกันเลยครับ ระดับน้ำที่มาถึงบ้านท่าน รับรองว่าจะต่ำกว่าหรืออาจจะสูงกว่าที่ทางการประเมิน

2. กระสอบทราบเป็นแค่เครื่องมือชะลอ กระสอบทรายมิใช้แก้วสารพัดนึกครับ มันไม่สามารถกั้นน้ำได้ 100 % แค่ทำให้น้ำรั่ว หรือซึมเข้ามาได้บ้าง  ท่านต้องมีการดูดออกด้วย

3. การวางกระสอบทราย เรามิใช่มืออาชีพ การจัดเรียงกระสอบทราย ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆๆ  ผมกับเพื่อนบ้าน หมดค่ากระสอบทรายไป 50,000 บาท สุดท้าย ก้อ ละลายน้ำ

4. อย่าได้เชื่อโครงการ อันนี้มิได้ต่อว่าโครงการนะครับ เพียงแค่ว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำไป  โครงการผมลงทุนน่าจะเป็นล้าน ตั้งคันดิน กระสอบทรายน่าจะกว่า 30,000 ใบ คันสูง 1.5 เมตร  เครื่องสูบน้ำออกแบบตัวใหญ่ๆๆกว่า 3 ตัว

5. สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ สิ่งที่ใช่ อาจไม่เห็น น้ำมิได้โจมตีจะภาคพื้นดินหรอกครับ มันมาจากใต้ดิน มันมุดกำแพงเข้ามา บางครั้งมันโพร่งให้เห็น แต่หากมันไม่โพร่งให้เห็น มันจะซึมลงท่อน้ำทิ้งของโครงการ เนื่องจากท่อน้ำทิ้งที่วางแนวไว้ นานเข้าจะเกิดการทรุดตัว แครก แตก ทำให้น้ำซึมเข้ามา จนกระทั้งเต็มท่อ โครงการมัวแต่อุดท่อที่ต่อกับภายนอก และ ไม่เห็นว่าท่อข้างในมีการรั่วซึม

6. การอุดท่อระบายน้ำเข้าบ้าน มิใช่การป้องกัน ทุกสำนักจะบอกว่า ต้องอุดท่อระบายน้ำ ลองอ่านจากข้อสองครับ  เราอาจจะรู้สึกว่าแน่นดี เอาอยู่ น้ำไม่ผ่าน แต่ที่จริง กระสอบทรายแค่ชะลอ ทำให้น้ำผ่านยากขึ้น และที่สำคัญ พวกบ้านเดียว มีพื้นที่สวน ใต้บ้านของท่านล้วนแล้วแต่เป็นโพรง น้ำจะแทรกตัวลงไปจนแน่นโพรงใต้พื้น แล้วจะผุดออกมาตามรอยแตกของบ้าน บางครั้งอาจจะดันกระเบื้องเข้าบ้านได้  แต่เหตุกาาณืนี้เกิดได้ค่อนข้างยาก

7. ห้องน้ำคือจุดอ่อนที่สุด เมื่อน้ำเต็มท่อระบาย จะหาทางออกมาทั้งน้ำทิ้งทางพื้นที่เรียกว่า Floor Drain รวมถึงชักโครก ซึ่งท่านไม่สามารถจะอุดได้ หากจะอุดจริง ๆ ต้องถอดหัวชักโครกแล้วโบกปูน

8. อย่ามัวสาระวนกันการป้องกัน เมื่อน้ำบุกเข้ามาได้ ท่านจะพยายามลากกระสอบทรายมาปิด มาอุด ซึ่งไร้ประโยชน์ เอาเวลาไปตรวจสอบว่า เรามีอะไรยังไม่ได้ยกขึ้นที่สูงอีกบ้าง

9. ไม่ต้องสะสมเสบียง เพราะหากปริมาณน้ำขนาดนี้ ท่านถูกตัดไฟแน่นอน แล้วจะอยู่อย่างๆไร  ผมสะสมเสบียงอยู่ได้เกือบ 3 เดือน จบข่าวตั้งแต่วันแรกแล้ว

10. ก่อปูนเป็นทางออกที่เกือบใช่ แต่.... ไปดูข้อเจ็ดครับ หากท่านมั่นใจว่าสามารถสร้างระบบปิดในตัวบ้านท่านได้ ก็จงทำเถิด แต่หากไม่ใช่ อย่าเสียเวลา

11. ระดับความสูง หากท่านเห็นน้ำขนาดนี้มาอีก ของที่ยกได้ ข้อให้ระดับไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร หากจะเทินของก็ให้มั่นใจว่าสูงกว่าระดับน้ำ บ้านผมสูงจากถนน 30 เซ็นต์ ก่อปูนอีก ประมาณ 70 เซ็นต์  สุดท้าย ไม่รอด

12. เก็บของสำคัญพร้อมหนี อย่ามั่วเสียเวลาในการป้องกัน จัดกระเป๋าสำรองอีกใบ เพราะเวลาคับขันแน่นมาก ท่านจะเก็บไม่ทัน ลืมโน่นลืมนี่

13. หากท่านผ่อนบ้าน จะถูกบังคับทำประกัน จงกลับไปอ่านอนุสัญญา บางบริษัทจะครอบคลุมน้ำท่วม หรือภัยที่มาจากน้ำ ท่านอาจจะได้เงินคมาจากการซ่อมบ้าน

14. บทสรุปครับ มีมากเจ็บมาก มีน้อย เจ็บน้อย เท่าที่คิดได้ครับ ใครมีอะไร สนับสนับสนุนได้ครับ

ฝากไว้สำหรับคนที่กำลังจะวางแผน แต่ย้ำว่า ข้อมูลนี้สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ระดับน้ำสูงมากๆๆ หากท่านท่วมแค่ 30 - 50 เซ็นต์ ก็ป้องกันเถอะครับ

CR : สุเทพ เตมานุวัตร์

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านโดยไม่ต้องใช้กระสอบทราย สำหรับชาวกรุงเทพฯ


ช่วงนี้ข่าวน้ำท่วมเป็นที่กังวลของคนกรุงเทพฯ ว่าเราจะกันน้ำท่วมกรุงเทพฯได้ไหม แล้วถ้าท่วมจริงๆ จะท่วมมากไหม น้ำจะสูงกี่เมตร แล้วจะน้ำท่วมนานเท่าไร  หลายคนก็ออกไปซื้ออาหาร น้ำ มาตุนไว้ แต่หลายคนก็ยังไม่อยากเชื่อว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม ความไม่ประมาท เป็นหนทางของความอยู่รอด วันนี้ยังไม่สายที่เราจะตื่นตัวและหาทางเตรียมพร้อมและป้องกันภัยจากน้ำท่วม

ว่ากันว่า กันไว้ดีกว่าแก้ งานนี้น้ำใจเลยขอนำบทความที่คุณอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ เขียนไว้ให้สำหรับชาวกรุงเทพฯ ที่เตรียมตัวช้าไปสักนิด ทำให้หากระสอบทรายยากสักหน่อย ถึงแนวทางอื่นที่สามารถใช้กันน้ำเข้าบ้านแทนกระสอบทรายได้


วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับชาวกรุงเทพฯ

1. การกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับกำแพงโปร่งบางส่วน

โดยต้องปิดจากด้านนอกบ้าน ใช้ฟิวเจอร์บอร์ด ตอกด้วยตะปู หรือปิดด้วยเทปกาวหนัง หรือซิลิโคน จากนั้นใช้ถุงดำปิดทับ แต่ต้องปิดเหลื่อมกันประมาณ 20 เซนติเมตร ปิดด้วยเทปกาวหนังอีกครั้ง ด้านล่างต้องปล่อยให้ชายถุงดำ ลาดกองกับพื้นดิน แล้วหาของหนักกดทับ เพราะเมื่อน้ำมาจะเกิดแรงกด ให้ถุงดำแนบกับพื้นและผนัง
2. การกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับประตูเข้าออก

เริ่มจากใช้ฟิวเจอร์บอร์ด ปิดจากด้านนอกบ้านทับหน้าเสา ด้านหลังถ้ามีช่องว่าง ต้องหาแผ่นหรือกล่องกระดาษห่อด้วยถุงดำ มาเสริมไม่ให้ฟิวเจอร์บอร์ดแอ่น จากนั้นใช้ถุงดำปิดทับฟิวเจอร์บอร์ด ปูชายถุงดำลาดบนพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร ปิดด้วยเทปกาวหนังโดยรอบแล้วหาของหนักกดทับ เมื่อน้ำมาจะเกิดแรงกด ทำให้ถุงดำรีดติดพื้นและเสา

3. การกันน้ำเข้าบ้าน สำหรับประตูใหญ่

ต้องปิดกั้นจากด้านนอกบ้าน ใช้แผ่นเรียบ หนา 6 มิลลิเมตร กว้าง 2.4 เมตร ยาว 1.2 เมตร ประมาณ 2-3แผ่นขึ้นกับความกว้างของประตู จากนั้นวางตั้งพิงประตูหรือหน้าเสาแล้วแต่กรณี หาของหนักมาพิงทับไม่ให้ล้มหรือหาทางมัดติดกับประตู ถ้าไม่มีแผ่นเรียบก็ใช้ฟิวเจอร์บอร์ดแทนได้ แต่อาจจะไม่แข็งแรงเพียงพอ ต่อไปใช้ถุงดำปิดด้านหน้าแผ่นเรียบแล้วใช้ชายลาดกองกับพื้น ประมาณ 30 เซนติเมตร หาวัสดุหนักกดทับไว้ ในกรณีที่ถุงดำขาดแคลนก็ใช้ผ้าใบก่อสร้างแทน แต่ควรรอง2ชั้น
4. การกันน้ำมุดเข้าทางท่อระบายน้ำ

เริ่มจาก เตรียมถุงดำสำหรับอุดรูน้ำ ประมาณ 4-5 ถุง จากนั้นนำทราย หรือถ้าไม่มีให้หาดินปนกับหิน หรือของหนักใส่ถุงดำ 3 ชั้น แล้วเติมน้ำเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น มัดด้วยเชือกฟางให้แน่น แล้วต้องทำหางเชือกฟางให้ยาวเผื่อเวลาดึงขึ้นจากท่อ  ขั้นต่อไปให้เปิดฝาแล้วหย่อนถุงลงไปประมาณ 2 ถุง ตามด้วยหนังสือพิมพ์ตามความเหมาะสม เพื่อให้ยุ่ยปิดการรั่วซึม แล้วหย่อนถุงเพิ่มเข้าไปเพื่อกดทับให้หนัก

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากบล็อก thaiflood.com ค่ะ