แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไมโครเวฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไมโครเวฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เตาไมโครเวฟ ความรู้คู่บ้าน


เรียนรู้วิธีใช้เตาไมโครเวฟ ใช้เตาไมดครเวฟอย่างถูกวิธี หลีกหนีอันตรายจากเตาไมดครเวฟ

เตาอบไมโครเวฟ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการปรุงและอุ่นอาหารในยุคเร่งรีบ แม้เราจะใช้กันอยู่ทุกวัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ไปท่ามกลางความกังขาของตัวเองว่า มันปลอดภัยหรือไม่

คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหาร คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อาศัยหลักการที่ว่า เมื่อคลื่นตกกระทบอาหาร ก็จะถ่ายทอดพลังงานของมันให้โมเลกุลของน้ำในอาหาร โมเลกุลเหล่านั้นจะเคลื่อนที่จนเกิดเป็นความร้อนขึ้น ทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดความร้อนจากภายในอาหารพร้อมกันเกือบทุกส่วน

คลื่นไมโครเวฟตกค้างในอาหารได้หรือไม่? 

คลื่นไมโครเวฟที่ออกมาไม่ได้แตกตัวเป็นอนุภาค ไม่มีผลให้โมเลกุลของสารเปลี่ยน เมื่อคลื่นถ่ายทอดพลังงานให้กับอาหารจนหมดแล้ว ก็จะสลายหายไป ไม่ตกค้างในอาหาร

คลื่นไมโครเวฟทำลายคุณค่าทางอาหารหรือไม่?

มีข้อมูลอ้างว่าการทำอาหารด้วยไมโครเวฟ จะสูญเสียคุณค่าทางอาหารมากกว่าการทำอาหารแบบทั่วๆ ไป นอกจากนั้นยังอ้างว่าคลื่นไมโครเวฟก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆ อย่างชัดเจนว่า คลื่นไมโครเวฟทำลายคุณค่าของอาหาร

คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาทำอันตรายกับผู้ใช้ได้หรือไม่?

หากสังเกตที่ประตูของเตาไมโครเวฟ จะมองเห็นเหมือนมีตาข่ายกั้นอยู่ ภายในเตาไมโครเวฟจะถูกล้อมไว้ด้วยตาข่ายนี้ ศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ลูกกรงฟาราเดย์ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดลอดออกมาภายนอกได้ เนื่องจากช่องของตาข่ายลูกกรงนี้เล็กกว่าความยาวคลื่นไมโครเวฟ คลื่นจึงไม่สามารถลอดผ่านออกมา และไม่สามารถเจาะทะลุทะลวงผ่านผนังตู้และฝาตู้ออกมาได้

แสงจากเตาไมโครเวฟเป็นอันตรายต่อตาหรือไม่? 

แสงที่เห็นขณะที่เตาไมโครเวฟกำลังทำงาน ไม่ใช่แสงของคลื่นไมโครเวฟ แต่เป็นแสงไฟฟ้าที่ติดไว้ในตู้ให้เรามองเห็นอาหารเท่านั้นเอง เราสามารถมองดูแสงนั้นได้ แต่ก็ไม่ควรเอาตาไปแนบตู้ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน

เตาอบไมโครเวฟที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับเครื่องหมาย มอก. จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จะมีความปลอดภัยสูง มีโอกาสน้อยมากที่จะมีคลื่นรั่วออกมา หรือหากมีก็จะไม่เกินจากระดับมาตรฐานที่ มอก. กำหนด โดยวัดระยะ 5 เซนติเมตรจากผิวเตา รั่วได้ไม่เกิน 5 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อยู่มาก

อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมา มักเกิดจากเตาที่เก่ามากๆ ผุเป็นสนิม วัสดุเคลือบลอก บานพับประตูชำรุด ประตูปิดไม่สนิท กระจกแตกหรือร้าว อายุการใช้งานของเตาไมโครเวฟ อยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน ควรตรวจสอบสภาพเตาไมโครเวฟด้วย เพราะหากสภาพเตาไม่ดี อาจมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารั่วออกมา และหากคลื่นนั้นมีความเข้มข้น ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้)

ข้อควรระวังในการใช้เตาไมโครเวฟที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม 

1. อย่ายืนอยู่ใกล้ หรือแนบหน้าดูอาหารในเตาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้!!

ควรยืนห่างเตาไมโครเวฟ ประมาณ 50-100 cm (อย่างน้อยครึ่งเมตรถึงหนึ่งเมตร)

อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟที่อาจจะรั่วออกมาก็คือ ถ้าถูกที่ตามากๆ และนานพอ จะทำให้เกิดต้อกระจกได้ นอกจากนี้ ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเทียม อาจจะทำให้เครื่องทำงานผิดจังหวะ ดังนั้นอยู่ให้ไกลขณะที่เตาไมโครเวฟกำลังทำงาน ก็จะปลอดภัยที่สุด


2. การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟทำให้อาหารได้รับความร้อนในช่วงสั้นๆ

ได้ความร้อนไม่สม่ำเสมอ อาหารอาจสุกไม่ทั่วถึง อาหารที่ชิ้นหนามากหรือใหญ่มาก คลื่นไมโครเวฟไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงใจกลางของอาหารได้ ทำให้อาหารสุกได้ไม่เท่ากัน อาหารร้อนมากในบางจุดและดิบในบางจุด แบคทีเรียบางชนิดอาจยังมีชีวิตอยู่ได้ จึงควรหั่นหรือตัดอาหารให้บางสักหน่อย จัดอาหารให้กระจายห่างกัน ไม่รวมเป็นกระจุกเดียว อาจต้องปรุง 2 ครั้ง เพื่อกลับด้านให้สุกทั่วกัน

ปริมาณอาหารที่น้อยเกินไปก็เป็นปัญหาได้ เนื่องจากเมื่อมีอาหารน้อยเกินไปที่จะดูดซับคลื่นไว้ได้ คลื่นไมโครเวฟจะสะท้อนกลับ ทำให้เตาไมโครเวฟนั้นร้อน และอาจเสียหายได้

3. ต้มน้ำด้วยเตาไมโครเวฟ ระวังน้ำเดือดจนระเบิด!!

การต้มน้ำในภาชนะผิวเรียบ ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกหรือแก้ว ด้วยเตาไมโครเวฟ น้ำที่ต้มนั้นอาจระเบิดได้ ปกติเวลาน้ำเดือดเราจะเห็นฟองอากาศลอยผุดขึ้นผิวน้ำ ฟองอากาศนี้จะช่วยลดอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ที่จุดเดือดปกติ แต่น้ำที่ต้มด้วยเตาไมโครเวฟ จะมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของน้ำปกติ โดยที่ไม่มีอาการเดือด แต่อาการเดือดจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อน้ำนั้นถูกรบกวน เช่น เมื่อยกภาชนะออกจากเตา หรือเมื่อใส่กาแฟหรือถุงชาลงไป จนอาจกลายเป็นระเบิดน้ำเดือดขนาดย่อมๆ

วิธีแก้อาจทำได้โดยวางช้อนไม้ไว้ในถ้วยเพื่อให้ความร้อนกระจายอย่างสม่ำเสมอ และถึงจุดเดือดโดยไม่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น

4. ภาชนะที่ปิดสนิทและไข่อาจเกิดระเบิดได้เช่นกันเมื่อได้รับความร้อนด้วยเตาไมโครเวฟ เนื่องจากความดันที่เพิ่มขึ้นภายใน

เลือกใช้ภาชนะให้เหมาะสมกับเตาไมโครเวฟ...ก็มีความสำคัญ!!

5. ภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้กับเตาไมโครเวฟ ควรเป็นภาชนะที่มีคุณสมบัติไม่ดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟ

เช่น แก้ว เซรามิก กระดาษ หรือพลาสติกชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้ ซึ่งจะปล่อยให้คลื่นผ่านเลยไป ไม่ดูดกลืนคลื่นไว้ ภาชนะที่มีรูปร่างกลม ปากกว้าง จะดีกว่าภาชนะที่มีเหลี่ยมมุมซึ่งจะรับคลื่นไมโครเวฟได้น้อย

วิธีการทดสอบง่ายๆ ว่าภาชนะใดเหมาะกับเตาไมโครเวฟหรือไม่ ทำได้โดยวางภาชนะเปล่าในเตาไมโครเวฟ และวางแก้วที่มีน้ำอยู่ประมาณ 250 มิลลิลิตรใกล้ๆ ภาชนะเปล่านั้น เปิดเตาไมโครเวฟที่ความร้อนสูงสุดประมาณ 1 นาที ตรวจดูภาชนะและน้ำในแก้ว ถ้าภาชนะเปล่าร้อนขึ้นในขณะที่น้ำในแก้วอุ่นๆ แสดงว่าภาชนะนั้นดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟด้วย ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะจะทำให้อาหารสุกช้า สิ้นเปลืองพลังงาน นอกจากนี้ควรเลือกภาชนะที่ทนความร้อนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี

ภาชนะที่ทำด้วยแก้ว เป็นภาชนะที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยที่สุด แก้วที่มีคุณภาพดีๆ สามารถบรรจุอาหารแช่เย็นแล้วนำไปใช้กับเตาไมโครเวฟได้เลย ถ้าเป็นแก้วที่มีฝาปิดก็สามารถทนต่อความดันที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับความร้อนโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ตกแต่งขอบหรือลวดลายด้วยสีทองหรือเงิน

ภาชนะที่ทำด้วยเซรามิก ใช้กับเตาไมโครเวฟได้ดีและปลอดภัย แต่ก็ขึ้นอยู่คุณภาพของเซรามิกด้วย และไม่ควรตกแต่งลวดลายหรือเคลือบด้วยสีฉูดฉาดเช่นกัน ซึ่งจะมีโลหะหนักละลายออกมาปนกับอาหาร เป็นอันตรายได้

ภาชนะที่ทำด้วยกระดาษ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ยกเว้นกระดาษที่มีการพิมพ์ตัวอักษร เมื่อได้รับความร้อนอาจทำให้สารที่อยู่ในหมึกพิมพ์ออกมาปนเปื้อนในอาหาร เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะการใช้กับอาหารที่มีไขมันสูง ควรเลือกใช้กระดาษที่ไม่มีสีหรือตัวพิมพ์

ภาชนะที่ทำด้วยพลาสติก ควรใช้ชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นพลาสติกคุณภาพดีและทนความร้อน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าสารบางชนิดในพลาสติกอาจปนเปื้อนกับอาหารเมื่อได้รับความร้อน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหรือก่อให้เกิดความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย

ภาชนะที่ทำด้วยโลหะ ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้คลื่นไมโครเวฟเกิดการสะท้อนกลับ ทำให้อุปกรณ์ภายในเสื่อมเร็ว อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง

นอกจากนี้ กระดาษฟอยล์ โลหะบางๆ รวมถึงโลหะปลายแหลม ยกตัวอย่างเช่น ลวดเย็บกระดาษ จะถูกทำให้ร้อนอย่างรวดเร็วมากในเตาไมโครเวฟ จนอาจทำให้เกิดประกายไฟได้ แต่วัตถุที่เป็นโลหะตันขนาดเล็ก เช่น ช้อน หากมีอาหารหรือน้ำคอยดูดซับคลื่นที่สะท้อนออกจากวัตถุนั้น ก็ไม่น่าจะเกิดอันตราย อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการใช้โลหะทุกชนิดในเตาไมโครเวฟ









วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อันตรายจากไมโครเวฟ

ภาพข้างล่างเอามาจากเวป arunsawat.com เห็นแล้วตกใจนิิดหน่อย เป็นกาีรทดลองโดยการเปรียบเทียบการอุ่นน้ำจากไมโครเวฟและการอุ่นน้ำจากกาน้ำทั่วไป







เกิดอะไรขึ้น เก้าวันเท่านั้น โอ้ย แล้วเราละเต็มๆ เลยสะสมไปวันละนิดๆ เค้าว่ากันว่าอันตรายนี้้สะสมรวดเร็วพอๆกับยาพิษ เหมือนตายผ่อนส่ง   มันจะทำให้การย่อยเราไม่ได้การดูดซึมอาหารเราไม่ดีด้วยเท่ากับกินของเสียและมีของเสียคงอยู่ในร่างกายถาวรเหมือนกินยาพิษอิเลคตรอนและโปรตรอนที่อยู่ในอาหารที่ถูกปรุงด้วยไมโครเวฟมันถูกเปลี่ยนรูปไปทำให้อาหารคือสารพิษผลคือ ถ่ายไม่คล่อง เป็นมะเร็งเต้านม ลำคอลำไส้และอวัยวะภายในการสืบพันธุ์


ผลจากอาหารไมโครเวฟทำให้ผู้ชายเป็นหมัน แล้วมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ส่วนผู้หญิงจะเป็นมะเร็งที่มดลูก ลูกออกมามักไม่สมบูรณ์ ตอนนี้ยังไม่พบข่าวการแพทย์ในไทยผลทางร่างกาย หงุดหงิด สมองเสื่อมไว เมตาบอริซึมผิดปกติ เป็นไมเกรนง่าย

บนฉลากขวดนมสำหรับเลี้ยงทารก ก็มีการระบุอย่างชัดเจนว่าห้ามใช้เตาไมโครเวฟต้มน้ำให้เดือดเนื่องจากคลื่นไมโครเวฟจะไปทำลายสารอาหารที่มี ประโยชน์ทั้งหมด ผลร้ายที่เกิดเนื่องจากไมโครเวฟนี้ มีรายงานมากมายที่ทำในประเทศรัสเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์แต่มีน้อยมากในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการวิจัยในสหรัฐส่วนใหญ่ จะต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการค้า มิฉะนั้น จะไม่ค่อยมีคนทำตาม

ในรายงานในรัสเซีย เยอรมนี และสวิส พบว่าคลื่นไมโครเวฟ จะทำให้คลื่นสมองลดลง สมองเสื่อม ทำให้คลื่นสมองมีความยาวคลื่นสั้นลง ในไมโครเวฟนอกจากจะเป็นสารก่อมะเร็งแล้ว ยังเป็นสารตกค้างที่ร่างกายขจัดไม่ได้ คลื่นในระยะยาวจะทำให้ฮอร์โมนเพศลดลง และเปลี่ยนแปลงทำลายเกลือแร่ต่างๆ ในผัก เปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระที่เป็นโทษต่อร่างกาย ยังมีคลื่นอื่นๆ อีกหลายตัวในไมโครเวฟ ที่ล้วนทำให้สารบำรุงในอาหารเปลี่ยนไป และแปรสภาพเป็นสารก่อมะเร็ง …  ข้อมูลจากหนังสือซานเปิ่น (ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ มหาวิทยาลัยสิงคโปร์) 

ดร.ฮานส์ อุลริช เฮอร์เทล (Hans Ulrich Hertel) นักวิทยาศาสตร์เคยทำงานของมหาวิทยาลัยโลวาน ศึกษาผลกระทบด้านโภชนาการของอาหารไมโครเวฟที่มีต่อเลือดและร่างกายของมนุษย์ โดยให้อาสาสมัคร 8 คนกินนมและผักที่เตรียมวิธีต่างกัน  คือ นมสด, นมชนิดเดียวกันแต่ต้มด้วยวิธีดังเดิม, นมพาสเจอไรซ์, นมสดที่ผ่านการต้มด้วยไมโครเวฟ, ผักสดจากฟาร์มอินทรีย์, ผักชนิดเดียวกันแต่ต้มด้วยวิธีดังเดิม, ผักชนิดเดียวกันแต่แช่แข็งและละลายในไมโครเวฟ และผักชนิดเดียวกันแต่หุงต้มในไมโครเวฟ มีการเก็บตัวอย่างเลือดก่อนกินขณะท้องว่างและหลังกิน

ผลการทดลองปรากฏว่า พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเลือดของผู้กินอาหารที่ผ่านการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ เช่น ฮีโมโกลบินลดลง คลอเรสเตอรอลชนิดดีลดลง   เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น  ซึ่งการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ในเชิงโลหิตวิทยาถือเป็นสัญญาณอันตราย กล่าวคือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ร่างกายจึงต้องผลิตเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อจัดการกับความผิดปกติเหล่านั้น

ราวกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงกลางวงอุตสาหกรรมเตาไมโครเวฟ ภายหลังตีพิมพ์ผลงานไม่นาน  สมาคมผู้ค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมแห่งสวิตเซอร์แลนด์ที่รู้จักในชื่อ FEA ก็อาศัยอำนาจศาลสั่งให้ ดร. เฮอร์เทล  ยุติการเผยแพร่ข้อมูล ต่อมาในปี 2536 ศาลสวิตเซอร์แลนด์ได้พิพากษาว่า ดร. เฮอร์เทลทำลายการค้า พร้อมสั่งปรับและห้ามไม่ให้ตีพิมพ์ผลการวิจัยอีกต่อไป  ทว่าในอีก 5 ปีต่อมา  ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปที่ออสเตรเลียได้พิพากษาว่า การสั่งห้ามไม่ให้ ดร.เฮอร์เทลพูดถึงอันตรายของเตาไมโครเวฟที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้ได้สั่งศาลสวิตเซอร์แลนด์จ่ายค่าชดเชยให้ ดร.เฮอร์เทลด้วย (ที่มาจากเวป  rmutphysics  โดยคุณ ภัสน์วจี   ศรีสุวรรณ์)   
ข้อมูลเยอะไปหน่อยนะค่ะ ก็แค่อยากแบ่งปันเนื้อหาสาระให้ทุกคนได้อ่านและศึกษากัน กลัวไหมคะ ถ้าไม่กลัวก็จงใช้กันต่อไปนะ ... จะทำไงได้ละก็ในปัจจุบันชีวิตคนเราต้องกาีรความรวดเร็ว รีบด่วน มันก็ยากที่จะเลี่ยง แต่ถ้าไม่รีบร้อนอะไรก็ใช้วิธีอุ่นอาหารแบบที่บรรพบุรุษเราทำดีกว่านะค่ะ (ไม่ต้องถึงขั้นก่อฝืนก่อไฟก็ได้นะค่ะ )

ที่มา mail forwarding