แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีทำความสะอาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีทำความสะอาด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

14 วิธีทำความสะอาดของใช้ในบ้าน..อย่างง่ายๆ

มาค้นตำรับเทคนิคดี ๆ ที่จะเปลี่ยนความเป็นอยู่ของคุณให้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย ด้วยวิธีทำความสะอาดที่ให้ผลลัพธ์เกิดคาด จนต้องบอกต่อเพราะเป็นวิธีทำความสะอาดที่เวิร์กมากจริง ๆ

คงจะจริงที่ว่า “ต่อให้เกิดมาสูงต่ำดำขาวอย่างไร ถ้าสะอาดก็มีชัยไปเกินครึ่งแล้ว” ดังนั้นไม่ว่าบ้านคุณจะหลังเล็ก หรือคฤหาสน์หลังใหญ่โตเพียงใด ชีวิตก็เริดเลอได้เช่นกัน ถ้ารู้จักที่จะทำความสะอาดด้วยทริคเวิร์ก ๆ อย่างที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ที่อยากให้ไปพิสูจน์กันเลยว่าถ้าทำแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี๊ดีขึ้นจริงหรือเปล่านะ อย่ารอช้ารีบไปดูแล้วทำตามกันด่วนค่ะ !

 1. เบกกิ้งโซดาชำระล้างคราบกาแฟเข้ม ๆ ในแก้ว


          งานนี้บอกเลยว่าเหล่าคอกาแฟมีเฮ เพราะแก้วกาแฟแก้วโปรดของคุณจะยังคงความใหม่ได้อยู่ตลอดกาลปราศจากคราบกาแฟเหลือ ๆ ที่ทำให้รสชาติเปลี่ยนแล้วล่ะ เพียงแค่เทเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะลงในแก้วพร้อมกับน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ และใช้แปรงล้างขวดคนให้เข้ากันก่อนจะถูแก้วให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หรือถ้าคราบเกาะหนึบเกินไปก็ให้ทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วค่อยนำมาล้างด้วยน้ำอุ่นซ้ำอีกครั้ง

 2. ข้าวสารและน้ำส้มสายชูล้างคราบน้ำแบบมัว ๆ บนแก้วใส 



          แขกที่มาเยี่ยมบ้านต้องประหลาดใจแน่นอน หากคุณเสิร์ฟน้ำด้วยแก้วที่ขุ่นมัว มาลบภาพลักษณ์แย่ ๆ เหล่านั้นด้วยการใช้ข้าวสารและน้ำอุ่นขัดแก้ว แล้วใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูเช็ดก่อนจะนำไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานตามปกติ คราวนี้แก้วของคุณก็จะกลับมาใสแวววาวเป็นที่ประทับใจกับแขกที่มาเยี่ยมแล้วล่ะ

 3. เช็ดพื้นกระเบื้องด้วยสูตรที่เลื่องลือจากน้ำส้มสายชู


          ไม้ถูพื้นที่สมน้ำสมเนื้อกับกระเบื้องมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นไม้ถูพื้นแบบไมโครไฟเบอร์ ที่กำจัดคราบได้ดีเยี่ยมและอ่อนโยนต่อกระเบื้อง แต่ก่อนลงมือถูพื้นควรขัดร่องกระเบื้องให้สะอาดด้วยหัวแปรงแบบวีเชฟเสียก่อน ต่อมาถ้ากระเบื้องคุณเป็นแบบไวนิลและเซรามิกให้ถูด้วยน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวงกับน้ำเปล่า 1 แกลลอน สำหรับกระเบื้องหินแนะนำให้ถูด้วยน้ำร้อน 1 แกลลอนผสมกับน้ำน้ำยาล้างจานสัก 2-3 หยดดีกว่า เพื่อป้องกันกระเบื้องหินถูกกัดกร่อนนั่นเอง

 4. ก้อนเบกกิ้งโซดาคืนความสะอาดปราศจากเชื้อโรคในโถส้วม 


          หากทุกครั้งที่แขกขอเข้าห้องน้ำ คุณจะรู้สึกกังวลใจทุกครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่าแขกจะตกใจกับคราบสกปรกหรือเปล่า หยุดความระทึกใจไว้ตรงนั้นแล้วมาทำก้อนเบกกิ้งโซดาล้างส้วมกันดีกว่า เริ่มจากผสมเบกกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวงกับดีเกลือ ¼ ถ้วยตวงแล้วปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นหยดน้ำยาล้างจานสูตรมะนาวเข้มข้นลงไป 9 หยดและน้ำมันสกัดกลิ่นหอม ๆ หากต้องการกลิ่นหอมสดชื่น เสร็จแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครกค้างคืนและทำความสะอาดตามปกติ โดยทำเช่นนี้ 1 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านี้ห้องน้ำก็สะอาดเอี่ยมไม่อายแขกแล้วล่ะ

 5. ปลดล็อกคราบหนัก ๆ ให้หลุดออกจากเตาอบ ด้วยน้ำส้มสายชูกับเบกกิ้งโซดา


          คราบอาหารที่ทั้งเหนียวและไหม้ติดเป็นก้อนอยู่ในเตาอบ ทำให้เราหมดอารมณ์ทำอาหารขึ้นมาทันที มาปลดมันออกพร้อม ๆ กัน โดยเริ่มจากถอดตะแกรงออกมาก่อน แล้วนำเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อยก่อนคนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเบกกิ้งโซดาแล้วถูไปให้ทั่วตู้ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก ตอกย้ำความสะอาดด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูแล้วเช็ดซ้ำอีกครั้งด้วยผ้าเปียก เปิดเตาอบในอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 15-20 นาที เท่านี้ก็กลับมาน่าใช้เหมือนเดิมแล้ว

 6. ครีมออฟทาร์ทาร์กร่อนคราบอ่างล้างจานแบบเคลือบ 


          บ้านใครที่นิยมแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์คลาสสิก อย่างอ่างล้างจานเคลือบที่มีสีไปทางโทนเบส ก็ต้องรักษาความสะอาดให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้น มันยิ่งดูเก่ากว่าที่เราตั้งจะให้เป็นซะอีก แค่ผสมครีมออฟทาร์ทาร์ 2 ช้อนโต๊ะ กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากันแล้วนำใช้ฟองน้ำจุ่มแล้วนำไปขัดที่อ่างล้างจานแล้วล้างออก ถ้าคราบมันเกาะแน่นจนเกินไปก็ให้ทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างออก ที่สำคัญส่วนผสมนี้ต้องใช้งานภายใน 2 ชั่วโมงหลังผสมเสร็จไม่เช่นนั้นมันจะไม่ได้ผล

 7. น้ำสายชูคู่หูเบกกิ้งโซดสากัดคราบไอน้ำที่เตารีด


          เสื้อผ้าที่ไร้ซึ่งความยับเยินทำให้เราดูมีราศีขึ้นมาเป็นกอง แต่กว่าจะรีดได้นั้นต้องฝ่าฟันกับเตารีดจอมเหนียวหนืด จับตัวเป็นก้อนดำคล้ำที่อาจติดไปกับเสื้อเราได้ มากำจัดก้อนดำร้าย ๆ ด้วยพระเอกแพ็กคู่อย่างน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงและเบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันก่อนนำไปถูที่หน้าเตารีดไอน้ำ ตรงไหนที่เป็นร่องให้ใช้แปรงเก่า ๆ ขัดออกและเช็ดด้วยผ้าสะอาด เท่านี้คุณจะสามารถวางเตารีดไปบนผ้าได้อย่างสนิทใจแล้วล่ะ

 8. ล้างคราบน้ำที่ประตูกระจกกั้นด้วยน้ำส้มสายชู


          คราบความมัวหมองไม่ได้อยู่ที่ชักโครกเพียงที่เดียว แต่ประตูกระจกกั้นระหว่างที่อาบน้ำกับพื้นที่อื่น ๆ ก็มัวหมองด้วยคราบน้ำได้นะ หากจะล้างให้กลับมาใสวิ้งคงต้องใช้สูตรนี้ ให้เอาน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง ไปเวฟด้วยความร้อนต่ำประมาณ 2 นาที แล้วนำมาผสมกับน้ำยาล้างจาน 1 ถ้วยตวง แล้วใช้ฟองน้ำชุบและขัดให้ทั่วกระจก จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งกระจกก็จะใสปิ๊งทันใจเลย

 9. ปั่นเครื่องเปล่าทำความสะอาดเครื่องซักผ้าแบบฝาบน


          ถ้าถามว่า “ใช้เครื่องซักผ้าไปแล้วกี่ครั้ง” คำตอบนั่นก็คือ “นับครั้งไม่ถ้วน” แสดงให้เห็นว่าต้องมีคราบสกปรกบนเสื้อผ้าตกค้างอยู่บ้างล่ะ ฉะนั้นได้โปรดอย่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้เลย ให้นำน้ำส้มสายชูและผงซักฟอกเทลงไปในช่องผงซักฟอก เปิดเครื่องให้ทำงานด้วยน้ำร้อนสูงสุดและเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้อากาศถ่ายเทปิดช่องทางการเติบโตของเชื้อโรค

10. น้ำมันมะกอกคงความเงางามให้เฟอร์นิเจอร์หนัง


          ไม่ว่าคุณจะสั่งตรงเฟอร์นิเจอร์เครื่องหนังอย่างดีจากอิตาลี ก็ต้องมีริ้วรอยให้กวนใจกันบ้างล่ะ ถ้าอย่างนั้นมาลบรอยเหล่านี้ด้วยการใช้น้ำมันมะกอกถูบาง ๆ ให้ทั่ว เพราะมันจะซึมลึกลงไปบำรุงรอยขีดข่วนที่ไม่สวยให้ชุ่มชื้นกลับมา หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูก็ช่วยได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อโซฟาหนังใหม่ เพราะทำตามวิธีง่าย ๆ ที่แสนประหยัดแบบนี้ก็พอแล้ว

11. เช็ดน้ำส้มสายชูที่ฝาหน้าของเครื่องซักผ้าให้สะอาด ซักผ้าได้ ไร้เชื้อโรค


          อย่าเพิ่งชื่นชมผ้าหอมสะอาดที่ออกมาจากเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าเด็ดขาด ถ้าคุณยังไม่เคยทำความสะอาดฝาหน้าเลยตั้งแต่ซื้อมา รีบด่วนค่ะ ! ไปผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำสะอาดในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แล้วใช้ฟองน้ำถูทุกซอกทุกมุมไม่เว้นแม้แต่ช่องใต้ยางล็อกฝา จากนั้นค่อยเอาฝาไมโครไฟเบอร์เช็ดออกให้เกลี้ยงก็เลี่ยงความสกปรกได้แล้ว

12. คราบไวน์แดงสุดหรู ถูกเกลือดูดเกลี้ยงทุกอณู


          คราบนี้บ่งบอกได้เลยว่าคุณมีฐานะมากพอเลยทีเดียว แต่อาจจะเสียเซลฟ์กันบ้างถ้าคราบนี้เกิดขึ้นในเวลาสำคัญ ๆ มาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนกัน ด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านจุดที่มีคราบไวน์ จากนั้นใช้เกลือถูรอบ ๆ คราบ แล้วทิ้งไว้ 10 นาทีให้เกลือดูดคราบออก ก่อนนำไปซักด้วยน้ำเย็นก็จะเห็นผลทันที

13. น้ำส้มสายชูเสกจุดหมองเล็ก ๆ บนพรม ให้จบลงทันใด


          คุณแม่บ้านหลายท่านต้องกุมขมับ เพราะพรมสกปรกเป็นจุดเล็ก ๆ เต็มไปหมด ครั้นจะจ้างช่างมาซักก็ดูเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าอย่างนั้นมาลองสูตรแจ่ม ๆ ที่คุณไม่ต้องยกหูจ้างใครมาช่วย แค่ผสมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวงกับน้ำเปล่า ¼ ถ้วยตวงขัดล้างตรงบริเวณที่มีคราบ หรือสาว ๆ คนไหนที่ชอบแต่งเล็บก็สามารถหยิบน้ำยาล้างเล็บมาเช็ดออกแทน พรมก็กลับมาสะอาดเหมือนเดิมแล้วค่ะ

14. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์พิชิตคราบหมองบนเฟอร์นิเจอร์บุนวม


          หลาย ๆ คนที่เติบโตมาพร้อมกับยุคน้ำอัดลมจรวด รับรองว่าต้องรู้จักเฟอร์นิเจอร์บุนวมแน่นอน เป็นไอเทมสุดเดิร์นที่ทุกบ้านต้องมี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสภาพของเฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะมีคราบสกปรกเกิดขึ้น มารักษาความคลาสสิกให้อยู่ได้นาน ๆ ด้วยสูตรผสมน้ำยาล้างจาน ½ ถ้วยตวง และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ฉีดพ่นไปที่คราบสกปรกและเช็ดออกให้เกลี้ยงก็จบ

          หากใครที่รู้สึกหดหู่กับชีวิตที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เติมเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดตามทริคที่ว่านี้ดูสิคะ แล้วคุณจะรู้ว่าเมื่อสิ่งรอบตัวคุณสะอาดชีวิตก็จะเปลี่ยนรสชาติให้ไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

 Credit. kapook

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คู่มือทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม ด้วยตนเอง


เปิดคู่มือ "ทำความสะอาดบ้าน" ฉบับเข้มข้น ขจัดคราบน้ำท่วม "ด้วยตัวเอง"

ถึงตอนนี้ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง ผู้คนเริ่มทยอยกลับเข้าบ้าน

บ้านหลังเดิมที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สำหรับบ้านที่ไม่ได้ยกข้าวของเครื่องใช้ก่อนเผ่นออกจากบ้าน อาจจะต้องทำใจสักพักหนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปชมผลงานที่น้องน้ำฝากไว้

น้ำจอมพลังที่อาจจะเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน โยกไปคนละทิศละทาง กองระเกะระกะอยู่ทั่วบ้าน สภาพไม่เหมือนเดิมแน่นอน หรืออาจจะแค่ฝากคราบสกปรกไว้ตามพื้น ผนัง และขอบโต๊ะเก้าอี้ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำคงอยู่

ฉะนั้น ควรตั้งสติให้มั่นแล้วค่อย ๆ เดินกลับเข้าบ้านอย่างระมัดระวัง

มีขั้นตอนและวิธีการที่จะเข้าไปจัดการบ้านหรือที่อยู่อาศัย หลังจากที่น้ำท่วมขังมาเป็นเวลานานนับเดือนนั้น ซึ่งมีรายละเอียดมากมายที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

กมลพรรณ (กอวัฒนา) นุชผ่องใส กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีสต์ เพียร์เลส (ไทยแลนด์) 1968 จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการทำความสะอาดแบบครบวงจรมานานกว่า 40 ปี แนะนำวิธีทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดด้วยตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ

เตรียมพร้อมก่อนเข้าบ้าน 

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อาทิ แว่นตาช่าง, หน้ากากกรองฝุ่น, ผ้าปิดปากปิดจมูก, ถุงมือยาง, รองเท้าบูต, ไฟฉาย และหมวกนิรภัย

จากนั้นแต่งกายให้พร้อมก่อนเข้าไปในตัวบ้าน สิ่งสำคัญคือห้ามประมาทและอย่าเข้าไปคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อน และต้องมีคนรออยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น

ขั้นตอนก่อนเข้าไปยังตัวบ้านให้ปฏิบัติดังนี้ 

1.ก่อนเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือน ให้เดินดูบริเวณรอบ ๆ บ้านก่อน โดยสำรวจพิจารณาดูโครงสร้างที่อาจจะเสียหายเป็นอันตรายก่อนตัดสินใจที่จะเข้าไป

2.ระวังเรื่องสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่อาจหนีน้ำเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวบ้าน

3.สังเกตดูรอยร้าว หรือการบิดตัวของโครงสร้างก่อนตัดสินใจเข้าไป

4.ตรวจดูที่จัดเก็บถังแก๊ส มองหาสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีการรั่วซึม

5.ตรวจสอบการจ่ายไฟให้แน่ใจว่า ไฟฟ้ายังไม่ได้จ่ายกระแสเข้าไปในบ้าน โดยการดูที่คัตเอาต์ว่ายังมีการสับสวิตช์ลงอยู่หรือไม่

6.เปิดประตูให้เกิดการถ่ายเทอากาศ อย่าเหยียบเข้าบ้านทันที ให้สังเกตพื้นบ้าน ลองค่อย ๆ ใช้เท้าทิ้งน้ำหนักเพื่อทดสอบก่อน

7.สังเกตดูเพดานว่ามีการอมน้ำ แอ่นท้องช้าง หรือมีคราบน้ำอยู่หรือไม่ เพราะเพดานอาจพังทลายลงมาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวให้ระมัดระวัง

ตรวจเช็คเชื้อโรค-ระบบไฟฟ้า 

ขั้นตอนของการทำความสะอาด ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก


" ต้องคำนึงถึงการกำจัดการฆ่าเชื้อโรคเชื้อราที่เราอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จากการสัมผัสหรือหายใจเอาเชื้อเหล่านี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว "  กมลพรรณย้ำ

ดังนั้น ต้องคำนึงถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบูต ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคเชื้อรา, ป้องกันการสัมผัสสารเคมี รวมถึงป้องกันไฟดูด รวมทั้งคาดผ้าปิดจมูกและปากที่ช่วยป้องกันการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราและไอระเหยของสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

ในระหว่างการทำ ความสะอาดควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศระบายได้มากที่สุด โดยอาจเปิดพัดลมเพดานช่วยระบายอากาศ

ข้อห้ามคือ ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในระบบปรับอากาศ และจะกลายเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อราต่อไป ถือเป็นภัยเงียบที่เรามองไม่เห็น

จากนั้นก็มาเริ่มที่ระบบไฟฟ้าของทั้งบ้าน ซึ่งจะต้องถูกปิดทันทีที่น้ำท่วมบ้าน ดังนั้นระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่จะต้องจัดการทันทีที่น้ำลด โดยให้ช่างไฟฟ้ามืออาชีพมาตรวจสอบและซ่อมแซมให้หมดก่อนจึงจะสามารถกลับไปใช้ไฟฟ้าได้

บางครั้งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินสายไฟใหม่ทั้งหมด และสายไฟจะต้องแห้งสนิท รวมทั้งสวิตช์ไฟ, เต้าเสียบปลั๊กไฟต่าง ๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำอาจจะมีโคลนตมและตะกอนที่มากับน้ำเข้าไปอยู่ จึงต้องมีการตรวจเช็กระบบอย่างละเอียด

ระบบเครื่องปรับอากาศ หลังน้ำลดต้องเรียกช่างแอร์มืออาชีพมาตรวจเช็กระบบเครื่องปรับอากาศภายในบ้านทั้งหมด พร้อมทั้งทำความสะอาดท่อต่าง ๆ แผ่นกรองอากาศ เปลี่ยนฉนวนกันความร้อนที่จมน้ำ ฯลฯ เมื่อช่างแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ซีลปิดไว้ก่อนจึงจะเริ่มการทำความสะอาดบ้าน

อย่าลืมว่าก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศต้องทำความสะอาดบ้านจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกลับเข้าไปอยู่แล้วเท่านั้น

ถึงเวลาลงมือทำ 

หลังจากตรวจเช็กทุกอย่างจนแน่ใจแล้ว ก็มาถึงวิธีการทำความสะอาดขนานใหญ่ โดยเริ่มตามโปรแกรมดังนี้

1.เริ่มด้วยการขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อสะดวกในการจัดการกับโคลนตมที่มากับน้ำ ให้ใช้พลั่วตักดินโคลนออกจากพื้นบ้านให้ได้มากที่สุด

จากนั้นจึงใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ถ้ามี) หรือสายยางฉีดน้ำเพื่อชะล้างโคลนออกจากพื้นผิว อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยผ่อนแรงได้มากคือ ไม้ปาดน้ำ หากไม่มีและพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้ผ้าขนหนูทำเป็นผ้าลากน้ำได้ โดยเน้นการกำจัดดินโคลนออกไปให้หมด

2.เรื่องของพื้น หากพื้นบ้านของท่านมีการใช้วัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวนิล, เสื่อน้ำมัน, พรม, ปาร์เกต์ ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อวัสดุปูพื้นเหล่านั้นออกเพื่อให้พื้นด้านล่างแห้ง ซึ่งกว่าจะแห้งสนิทอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร

การทำความสะอาดพื้นทุกชนิด ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสมของพื้น โดยทั่วไป ๆ สามารถใช้น้ำผสมคลอรีนในอัตราส่วน 0.1% (1 CC ต่อน้ำ 1,000 CC) ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณก่อนแล้วจึงขัดถูพื้นด้วยน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ขัดถูให้ทั่วบริเวณแล้วจึงราดด้วยน้ำร้อนเดือด ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคมีทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ซึ่งต้องอ่านฉลากวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หากเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นที่เป็นสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ กำจัดกลิ่น กำจัดคราบไขมันได้

ข้อดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ คือ สารชีวภาพเอนไซม์นั้นจะยังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่จะเกิดขึ้นใหม่จากความชื้นต่อไปได้อีกนานประมาณ 3-6 เดือน ตราบที่พื้นยังมีความชื้นอยู่ และที่สำคัญสารชีวภาพเอนไซม์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นบ้านที่ปูพรม ถ้าพื้นบ้านที่ปูพรมจมอยู่ใต้น้ำท่วมหรือน้ำเสีย ควรจะตัดใจกำจัดทิ้งไปเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะพรมเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี

การทำความสะอาดพรมด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก ต้องใช้มืออาชีพที่เชื่อถือได้ว่าจะใช้น้ำยาซักพรมที่ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่น และใช้เครื่องมือซักพรมชนิดพิเศษที่สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดค่อนข้างสูง ควรพิจารณาให้ดี

(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21-23 พ.ย.2554)

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ทำอย่างไรดี น้ำท่วมบ้าน???


ผู้ที่ประสบภัยจากน้ำท่วมกันปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคอีสานและภาคกลางที่ยังเจอสภาพปัญหาดังกล่าวอยู่ ภาครัฐก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพชุมชน สาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว นอกเหนือจากการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าจากการช่วยเหลือบริจาคเงินและสิ่งของแล้ว ในเวลาต่อมาหลังจากน้ำลดเราก็ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของตนเองเพื่อการดำเนินชีวิตต่อไป

ผมมีเนื้อหาดีๆ จากหนังสือ “บ้านหลังน้ำท่วม” ซึ่งเขียนขึ้นโดย คุณยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ สถาปนิกอาวุโส และอดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อแนะนำแนวทางง่ายๆ ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของท่านหลังจากน้ำท่วมมาบอกเล่าให้ทราบกันเป็นประเด็นดังนี้ครับ

ระบบไฟฟ้า

ขณะน้ำท่วมทุกบ้านคงจะปิดวงจรไฟฟ้าหรือคัทเอ้าท์ทั่วทั้งบ้าน ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าเดินในระบบ ซึ่งลดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัย และแก้ปัญหาจากไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อน้ำลดลงควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านของท่านดังนี้ครับ

• เปิดคัทเอ้าท์ให้มีกระแสไฟฟ้าเข้ามา ถ้าปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งในระบบยังเปียกชื้นอยู่ คัทเอ้าท์จะตัดไฟและฟิวส์จะขาดให้เปลี่ยนฟิวส์แล้วทิ้งไว้ 1 วันให้ความชื้นระเหยออกไปแล้วลองทำใหม่ หากยังเป็นเหมือนเดิมคงต้องตามช่างไฟมาแก้ไขดีกว่าเสี่ยงชีวิตครับ

• เมื่อทดสอบผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีละจุดและทดสอบกระแสไฟฟ้าในปลั๊กว่ามาปกติหรือไม่ด้วยไขควงทดสอบไฟ หากทุกจุดทำงานได้ก็สบายใจได้ หากมีปัญหาอยู่ต้องรอให้ความชื้นระเหยออกก่อน ถ้ายังมีปัญหาก็คงต้องตามช่างมาแก้ไขหรือเปลี่ยนปลั๊ก/ สวิช์เหล่านั้นครับ

• ลองดับไฟทุกจุดในบ้าน ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด แต่ยังเปิดคัทเอ้าท์ไว้แล้ววิ่งไปดูมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านเราไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านท่านอาจจะรั่วได้ ให้รีบตามช่างไฟมาดูแลโดยเร็วครับ

• หากพอมีงบประมาณสำหรับปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าในบ้านของท่าน แนะนำให้ตัดปลั๊กไฟในระดับต่ำๆ ในบ้านชั้นล่างออกให้หมด (ถ้าคิดว่าน้ำท่วมอีกแน่ๆ ) แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.10 เมตร หลังจากนั้นควรแยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 2-3 วงจร คือ 1. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นล่าง (ที่น้ำอาจท่วมถึง) 2. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นบนขึ้นไป (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) 3. วงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ การกระทำดังกล่าวจะทำให้ท่านควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในบ้านได้อย่างอิสระ และง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษาครับ

ระบบประปา

เป็นอีกระบบที่มีความสำคัญเพราะเกี่ยวกับสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย มีแนวทางตรวจสอบระบบประปาในบ้านหลังน้ำท่วมดังนี้ครับ

• ถ้ามีบ่อเก็บน้ำใต้ดิน หรือถังเก็บน้ำในระดับน้ำท่วมถึง พึงระลึกเสมอว่าน้ำที่ท่วมเป็นน้ำสกปรกเสมอ ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดถังน้ำ และบ่อน้ำให้สะอาดเพื่อความปลอดภัยของท่านและสมาชิกในบ้าน โดยไม่เสียดายน้ำ แล้วจึงปล่อยน้ำประปาใหม่ลงเก็บไว้ใช้งานอีกครั้งหนึ่งครับ

• บ้านที่มีระบบปั๊มน้ำควรตรวจสอบอุปกรณ์ปั๊มน้ำ และถังอัดความดันว่าใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ โดยพิจารณาเสียงเครื่องทำงาน ดูแรงดันน้ำในท่อว่าแรงเหมือนเดิม (ก่อนน้ำท่วม) หรือไม่ หลังจากนั้นตรวจสอบดูว่าถังอัดความดันทำความดันได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ หากมีความผิดปกติควรตรวจสอบด้วยการแกะ แงะ ไข ว่ามีเศษผง สิ่งสกปรกเข้าไปอุดตัน กีดขวางการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้หรือไม่

• หากปั๊มน้ำที่บ้านท่านถูกน้ำท่วม ให้เดาไว้ก่อนว่าน่าจะเสียหายและหากใช้งานต่อไปเลยอาจเกิดอันตรายจากความชื้นในมอเตอร์ได้ ควรเรียกหาช่างมาทำให้แห้งเสียก่อนตามกรรมวิธีทางเทคนิค (ที่ไม่ใช่นำไปตากแดดแบบเนื้อเค็ม) เพื่อลดความเสี่ยงจากเพลิงไหม้ในตัวมอเตอร์ได้ครับ

อุปกรณ์ไฟฟ้า

อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้แก่เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า มอเตอร์ และอาจรวมไปถึงรถยนต์ก็ได้ เป็นเครื่องจักรกลที่เราท่านไม่น่าประมาท หรือหาทางแก้ไขซ่อมแซมเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งใช้เด็ดขาด เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้เมื่อโดนน้ำท่วม ก็แสดงว่าน้ำไหลเข้าไปในเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่าเจ้าอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้จะป่วยไข้ เสียหายแค่ไหน การนำไปตากแดดแล้วมาใช้งานต่อเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตท่าน และอัคคีภัยในบ้านท่านมากจากการลัดวงจรของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์เครื่องกลของเครื่องเหล่านั้น แต่ถ้าหากจะยังใช้งานจริงๆ ก็มีข้อแนะนำดังนี้ครับคือ

•ตลอดเวลาที่ใช้ต้องมีคนอยู่ด้วยเสมอ เผื่อเวลาฉุกเฉินจะได้ปิดเครื่อง ดึงปลั๊กได้ทันที
• ที่ Cut out ไฟฟ้าหลักของบ้านท่าน ต้องมีฟิวส์คุณภาพติดตั้งเสมอ หากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรเมื่อใด ต้องแน่ใจว่าวงจรไฟฟ้าจะถูกตัดออกทันที
• เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ต้องรีบนำไปแก้ไขซ่อมแซมโดยช่างผู้รู้ทันทีครับ

พื้นไม้ปาเก้

ถ้าพื้นบ้านของท่านเป็นไม้ปาเก้ แล้วถูกน้ำท่วมก็ต้องเข้าใจไว้นิดหน่อยนะครับว่า ปาเก้หรือไม้แผ่นชนิดนี้อยู่ได้ด้วยกาวติดกับพื้นคสล. จึงแพ้น้ำ(ท่วม)อย่างแรง เพราะไม้จะบวมน้ำและหลุดล่อนออกมาในที่สุดเป็นเรื่องธรรมดา บางทีหากน้ำท่วมเป็นเวลานานๆ ก็อาจเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แถมมาให้อีกด้วยครับ มีวิธีตรวจสอบแก้ไขดังนี้ครับ

• หากปาเก้เปียกน้ำเล็กน้อยไม่ถึงกับหลุดล่อนออกมา แค่เช็ดทำความสะอาดแล้วเปิดประตู หน้าต่างปล่อยให้แห้งโดยให้อากาศถ่ายเทความชื้นออกไป ปาเก้จะเป็ฯปกติได้ไม่ยาก แต่ระวังว่าเมื่อปาเก้ยังชื้นอยู่ไม่ควรเอาสารทาทับหน้าไปทาทับ เนื่องจากจะไปเคลือบผิวไม่ให้ความชื้นในเนื้อไม้ระเหยออกมา

• หากปาเก้มีอาการบิดงอ ปูดโปน เบี้ยวบูด กรุณาเลาะออกมาทันทีครับ และหากยังอยู่ในสภาพดีก็ผึ่งลมให้แห้งอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้

• หากท่านจะซ่อมแซมพื้นใหม่ ด้วยการเอาวัสดุปูพื้นชนิดใหม่ที่คงทนถาวรทนน้ำได้มากกว่า เช่น กระเบื้อง หรือหินอ่อน แกรนิต เหล่านี้ ต้องระวังอย่างยิ่งเรื่องน้ำหนักวัสดุที่จะปูทับหน้าว่าโครงสร้างเดิมจะรับน้ำหนักได้หรือไม่ ไม่ควรทำไปดื้อๆ เลยเพราะบ้านท่านอาจเสียหายได้ครับ

• หากรื้อหรือซ่อมแซมแล้ว ต้องการปูปาเก้แบบเดิม หรือใช้วัสดุอื่นที่ใช้กาวเป็นตัวประสานเช่นกัน เช่น กระเบื้องยาง อย่าปูทับทันทีครับ ต้องรอให้พื้นคอนกรีตแห้งเสียก่อนแล้วจึงปูลงไปได้ ไม่เช่นนั้น ถึงน้ำไม่ท่วมรับรองว่าล่อนออกมาอีกแน่นอนครับ

ผนังบ้าน

ผนังบ้านเรือนหากแช่น้ำไว้นานๆ ก็อาจมีการเสียหายไปบ้าง โดยเฉพาะพวกผนังสำเร็จรูปที่มีน้ำหนักเบาทั้งหลาย ลองมาดูวิธีแก้ไขกันครับ

ผนังไม้ ปกติไม้จะไม่เสียหายเมื่ออยู่ใต้ระดับน้ำ แต่มักผุกร่อนในจุดที่มีน้ำขึ้น น้ำลง ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อน้ำลดให้เอาผ้าเช็ดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรกออกเพื่อสุขภาพคนในบ้าน เพื่อให้ผิวไม้ระเหยความชื้นออกไปได้ เมื่อแน่ใจว่าผนังแห้งดี แล้วให้ใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ทาชะโลมลงที่ผิว (ต้องแน่ใจว่าแห้งแล้วจริงๆ มิฉะนั้นอาจเกิดการเน่าได้เนื่องจากความชื้นระเหยไม่ออก) การทาสีหรือยารักษาเนื้อไม้อาจทำภายในก่อนก็ได้เพื่อความสวยงามในการอยู่อาศัย แล้วรออีกสักพัก (3-4 เดือน) จึงทาภายนอกอีกทีเพราะผนังภายนอกน่าจะแห้งสนิทดีแล้ว

ผนังก่ออิฐฉาบปูน ให้ดำเนินการเหมือนกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งระยะเวลานานกว่าเนื่องจากผนังอิฐจะมีมวลสารและการเก็บกักความชื้นในตัววัสดุได้มากกว่าไม้ จึงต้องใช้เวลาระเหยความชื้นออกไปนานกว่า

นอกจากนี้หากผนังปูนเหล่านี้มีสายไฟฟ้า ท่อไฟฟ้า ท่อน้ำฝังหรือเดินลอยไว้ก็ต้องใช้วิธีเดียวกับเนื้อหาตอนที่แล้ว ตรวจสอบระบบของอุปกรณ์เหล่านั้นให้อยู่ในสภาพเดิมไปพร้อมกันด้วยครับ

ผนังยิบซั่มบอร์ด เนื่องจากวัสดุชนิดนี้เป็นแผ่นผงปูนยิบซั่มที่หุ้มด้วยกระดาษอย่างดี แต่ไม่ว่าจะดีเพียงใดเมื่อเจอกับน้ำ(ท่วม) แล้วก็คงไม่น่าจะมีชีวิตต่อไปได้ ดังนั้นให้แก้ไขโดยเลาะเอาแผ่นชนิดนี้ที่โดนน้ำท่วมออกจากโครงเคร่าแล้วค่อยหาแผ่นใหม่มาติด ยาแนว ทาสีทับใหม่ก็เรียบร้อยใช้งานได้เหมือนเดิมครับ พึงระวังเล็กน้อยสำหรับโครงเคร่าผนังที่เป็นไม้ ต้องรอให้ความชื้นในโครงเคร่าระเหยออกไป หรือให้ไม้แห้งเสียก่อนจึงติดผนังเข้าไปใหม่ แต่ถ้าเป็นโครงเคร่าโลหะแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันคงไม่มีปัญหาครับ

ผนังโลหะ/กระจก วัสดุเหล่านี้โดยตัวเนื้องวัสดุคงไม่มีความเสียหาย เพียงแค่ทำความสะอาดขัดถูก็จะสวยงามเหมือนเดิม แต่ควรระวังเรื่องรอยต่อว่ามีคราบน้ำ เศษผง สิ่งสกปรกติดฝังอยู่บ้างหรือไม่ หากมีก็ให้ทำความสะอาดเสียให้เรียบร้อย เนื่องจากคราบน้ำ ความสกปรกอาจทำให้วัสดุยาแนวเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด

สีทาบ้าน

การซ่อมแซมสีทาบ้านทั้งภายนอกและภายใน ควรเป็นสิ่งสุดท้ายในการแก้ไขปรับปรุงบ้าน เพราะเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องปล่อยทิ้งให้ความชื้นหรือน้ำในตัววัสดุระเหยออกไปให้ได้มากที่สุดครับ มิฉะนั้นท่านทาสีทับไปดีอย่างไร ก็จะเกิดอาการหลุดล่อนในที่สุดครับ

• ข้อควรคิดสำหรับการซ่อมแซมสี คือ ปัญหาสีลอก สีล่อนไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสีแต่เกิดจากความไม่พร้อมของพื้นผิวที่ทาสี หากพื้นผิวที่ทาสีมีความชื้นหรือสิ่งสกปรกติดอยู่ทาสีทับอย่างไรสีก็จะล่อนออกมาอยู่ดีครับ

• ข้อพึงกระทำเวลาซ่อมสี คืออย่างเพิ่งรีบทาสี ให้ทำความสะอาดลอกสีเดิมทิ้งออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เฉพาะที่มีปัญหานะครับ) แล้วทิ้งไว้นานๆ หลายๆ เดือนอาจรอจนถึงหน้าร้อนปีหน้าแล้วค่อยทาสีตามกรรมวิธีของผู้ผลิตก็ไม่สายครับ

ที่มา: www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=103017.165

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ล้างแปรงสีฟันอย่างไรให้สะอาดจริงๆ

โดยปกติแล้วแปรงสีฟันมักจะทำความสะอาดยาก เพราะมีลักษณะเป็นขน โดยเฉพาะบริเวณโคนขนแปรง มักจะมีคราบยาสีฟันอยู่เสมอ แม้เราจะเอาน้ำล้างและพยายามทำความสะอาดอยู่เสมอก็ตาม  แต่...ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ...

วิธีล้างแปรงสีฟันอย่างง่ายๆ และสะอาดด้วย ทำได้โดย หาหวีที่มีซี่แน่นๆ และมีขนาดเล็กมา 1 อัน  นำแปรงสีฟันแช่ในน้ำสบู่หรือผงซักฟอกสักครู่  แล้วใช้หวีเลื่อยไปตามโคนขนแปรงสีฟัน ด้านซ้ายบ้าง ด้านขวาบ้าง จนเห็นว่าแปรงสีฟันสะอาดดีแล้ว จึงนำมาล้างน้ำเปล่า  เท่านี้เอง คุณก็จะเห็นผล รับรองว่าคุณจะพอใจในความสะอาดของมันจริงๆ